วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2550

Day of Ganesha วันคเณศจตุรถี




การบูชาพระคเณศเรียกว่า "พิธีคเณศจตุรถี" มีความหมายว่า "พิธีอุทิศต่อพระคเณศ" จะกระทำวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน ภัทรบท หรือเดือน 10 ในช่วงเดือนกันยายน (พ.ศ.2538 ) ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่ฮือฮากันมากที่สุดก็คือปรากฏการณ์ที่เทวรูปดื่มนมสดก็ปรากฏขึ้นมาทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วยซึ่งตรงกับเทศกาลประกอบพิธีคเณศจตุรถี หรือพิธีอุทิศต่อพระคเณศพอดีทำให้ปรากฏการดังกล่าวได้รับความสนใจไปทั่วโลก หนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์เรื่องราวดังกล่าวขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ผู้คนแตกตื่นพากันไปดูเทวรูปดื่มน้ำนมกันแพร่หลาย

ในวันที่ประกอบพิธีคเณศจตุรถีนั้น ประชาชนทั้งหลายต่างพากันมาทำสักการะบูชารูปเคารพของพระคเณศที่ปั้นด้วยดิน (เผา ) เครื่องบูชาจะประกอบไปด้วยดอกไม้ (โดยเฉพาะดอกไม้สีสดใส เช่น สีแดง, สีเหลือง, สีแสด,) ขนมต้ม, มะพร้าวอ่อน, กล้วย, อ้อย, นมเปรี้ยว,(แบบแขก) ขณะทำการบูชา ผู้บูชาจะท่องพระนาม 108 ของพระองค์ หลังจากการบูชาแล้วก็จะเชิญพวกพราหมณ์ ผู้ประกอบพิธีมาเลี้ยงดูกันให้อิ่มหนำสำราญและมีข้อห้ามในวันพิธีคเณศจตุรถีนี้คือ ห้ามมองพระจันทร์อย่างเด็ดขาด และถือกันว่าถ้าผู้ใดได้มองพระจันทร์ (เห็นพระจันทร์) โดยพลาดพลั้งเผลอเรอไป พวกชาวบ้านก็จะพากันแช่งด่าผู้นั้นทันที่ (ถือว่าซวยมาก) และที่ชาวบ้านด่านั้น ก็เป็นความหวังดี มิได้ด่าด้วยความโกรธแค้น แต่ด่าเพราะเชื่อกันว่าการด่าการแช่งนั้นจะทำให้คน (ซวย) นั้นพ้นจากคำสาปไปได้

ความเชื่อนี้ มีเรื่องเล่าที่มาอยู่ 2 เรื่อง

คือสืบเนื่องมาจากการที่พระคเณศพลัดตกจากหลังหนูจนท้องแตก (เพราะหนูตกใจที่มีงูเห่าเลื้อยผ่านหน้า และพระคเณศเสวยขนมต้มมามาก) ขนมต้มทะลักออกมาพระคเณศ ก็รีบเก็บขนมต้มยัดกลับไปในพุง และจับงูเห่าตัวนั้นมารัดพุงขณะเดียวกันพระจันทร์ ก็เผอิญมาเห็นเข้าก็อดขำไม่ได้หัวเราะออกมาดังสนั่นพระคเณศโกรธยิ่งนัก เอางาขว้างไปติดพระจันทร์จนแน่น ทำให้โลกมืดลงทันที่ เพราะไฟดับ (เหมือนราหูอมจันทร์)

พระอินทร์และทวยเทพทั้งหลายทราบเรื่อง ก็ต้องพากันไปอ้อนวอน พระคเณศจึงยอมถอยเอางาออก แต่พระจันทร์ก็ต้องได้รับโทษอยู่คือ จะต้องเว้าๆแหว่งๆเป็นเสี้ยวๆไม่เต็มดวงทุกคืน จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำและแรม 1 ค่ำ จึงจะเต็มดวง

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่าพระคเณศสาปคนที่มองดูพระจันทร์ในวันที่บูชาพระองค์คือ หากใครมองดูพระจันทร์ในวันนี้ ผู้นั้นก็จะต้องกลายเป็นคนจัณฑาลไปเลย และคนจัณฑาลในสังคมอินเดียจะเป็นที่รังเกียจของคนวรรณะอื่นๆทุกๆวรรณะ (เพราะถือว่าคนจัณฑาล ไม่มีชนชั้น เป็นชนชั้นต่ำ ) ดังนั้นคำสาปให้เป็นจัณฑาลจึงเป็นโทษร้ายแรงยิ่งนัก

King of Thailand & Ganesha กษัตริย์ไทยกับพระพิฆเณศ





ภารตวิทยามาแพร่หลายอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่หก ทั้งนี้เนื่องจากพระองค์ได้ศึกษาที่ประเทศอังกฤษ และทรงสนใจภารตวิทยาอยู่มาก ดังนั้นพระองค์จึงทรงมีความเข้าใจถ่องแท้ในพิธีกรรมต่าง ๆของฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดูเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้นำรูปเคารพของพิฆเณศวรมาใช้ในรัชสมัยของพระองค์ ตามอย่างที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ

พระองค์ท่านได้กำหนดให้พระคเณศเป็นดวงตราเครื่องหมายวรรณคดีสโมสร โดยดวงพระราชลัญจกรรูปกลมองค์นี้ตามตำแหน่งคือ ดวงพระราชลัญจกรรูปกลม ศูนย์กลางกว้าง 3 นิ้ว 3 อนุกระเบียด (7 เซนติเมตร) ลายเป็นรูปพระคเณศนั่งแท่น แวดล้อมด้วยลายกนกสวมสังวาลย์นาคหัตถ์ขวาเบื้องบนถือวัชระเบื้องล่างถืองาหัตถ์ซ้ายเบื้องบนถือบ่วงบาศ เบื้องล่างถือครอบน้ำ (ขันน้ำมนต์หรือ หม้อน้ำ)

เมื่อปี 2480 พระพิฆเณศได้กลายเป็นดวงตราประจำกรมศิลปากรโดยลายกลางเป็นพระคเณศรอบวงกลมมีลวดลายเป็นดวงแก้ว 7 ดวง อันมีความหมายถึง ศิลป์วิทยาทั้ง 7 แขนงคือ ช่างปั้น, จิตรกรรม, ดุริยางค์ศิลป์, นาฏศิลป์, วาทศิลป์, สถาปัตยกรรม, อักษรศาสตร์ ฉะนั้นชนทั้งหลายจึงนับถือพระคเณศเป็นบรมครูทางศิลปะ

ในสมัยอยุธยานั้น ลัทธิพราหมณ์ ฮินดูยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นชื่อราชธานี (อยุธยา) หรือพระนามของกษัตริย์ที่ขึ้นต้นด้วย สมเด็จพระรามาธิบดี ก็คืออิทธิพลที่ได้มาจากมหากาพย์รามเกียรติ์นั่นเอง

สมัยพระเจ้าปราสาททอง
ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขา มีเรื่องเกี่ยวกับการรื้อย้ายเทวสถานพระอิศวรและพิธีลบศักราช ซึ่งเป็นพิธีของพราหมณ์

สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
มีการจัดพิธีตรียัมปวายและมีบันทึกว่า เคยจัดข้าวของจากอยุธยาไปทำพิธีที่เทวสถานเมืองนครศรีธรรมราช และทรงโปรดให้มีการหล่อรูปพระพิฆเณศวร และทรงนับถือเป็นบรมครูช้าง นอกจากนี้ยังได้เกิดวิทยาการแขนงต่าง ๆอันมีพื้นฐานจากแขนงวิชาอุปเวทและอาถรรพเวท

พิธีกรรม
การนับถือบูชาพระคเณศในประเทศไทยปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัดในสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะว่าพระราชพิธีที่สำคัญ ๆ ในราชสำนักจะมีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการบูชาพระคเณศประกอบเข้ามาในพิธีต่าง ๆ ดังกล่าวด้วย ซึ่งพิธีกรรมต่าง ที่มีการบูชาพระคเณศตามคติพราหมณ์ที่ปฏิบัติอยู่ในประเทศไทย
สมัยปัจจุบันก็คือ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

พระราชพิธีต่างๆเหล่านี้จะมีการอ่านโคลกสรรเสริญบูชาเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ โดยจะเริ่มด้วยคาถาบูชาพระคเณศก่อนเป็นอันดับแรกสุด ก่อนจะบูชาพระศิวะเสียอีกทั้งนี้เพื่อให้พระคเณศประทานพรให้สามารถทำพิธีนั้นให้สำเร็จ ได้ด้วยดี

พิธีกรรมที่มีการบวงสรวงบูชาพระคเณศในฐานะเทวรูปประธานในพิธีที่น่าสนใจได้แก่

๑. พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย
พระราชพิธีนี้เป็น ๒ พิธีต่อเนื่องกันคือ พิธีตรียัมปวาย กับ พิธีตรีปวายจะกระทำในเดือนยี่ของทุกปีเป็นเวลา ๑๕ วัน พิธีนี้จัดเป็นพิธีใหญ่ของศาสนาพราหมณ์ และ แต่เดิมจะมีการโล้ชิงช้าด้วย ในพิธีดังกล่าวจะมีการอ่านโคลกสรรเสริญ และถวายโภชนาหารแด่เทพพระเจ้า ณ เทวสถานทั้ง ๓ หลัง คือ สถานพระอิศวร สถานพระคเณศ และ สถานพระนารายณ์ เรียงกันไปตามลำดับ มีการอัญเชิญเทวรูปพระอิศวร พระอุมา พระมหาวิฆเนศวร และ พระนารายณ์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจิมแล้วอัญเชิญมาเข้าพิธีโดยรถยนต์หลวง

๒. พิธีจับเชิง
พิธีนี้เป็นการขอขมาโทษต่อช้างสำคัญ ที่สำคัญที่จะได้เป็นใหญ่เป็นโตต่อไป พิธีนี้ต้องมีการผู้มัดช้างเพื่อฝึกสอนช้าง การฝึกบางครั้งต้องดุหรือลงโทษประกอบด้วย จึงต้องขอขมาเสียก่อน และเพื่อเป็นการกล่อมเกลานิสัยช้างป่าที่ดุร้ายให้เชื่องขึ้น พิธีจับช้างนี้ภายในปะรำพิธีตรงข้ามกับเบญจภาคจะจัดตั้งโต๊ะ หมู่บูชาพระมหาวิฆเนศวร์อันประกอบด้วยดอกไม้ ธูปเทียน ขันน้ำมนต์ (ขันสาคร) และ กำหญ้าคา ถัดไปทางซ้ายตั้งโต๊ะเชือกบาศก์ ชะนัก (ขอสับช้าง) และเชือกมะนิลาหุ้มด้วยผ้าขาว พิธีนี้จะมีการบูชาพระรัตนตรัย บูชาพระมหาวิฆเนศวร์โดยกราบตามวิธีรำพัดชากล่าวคำสรรเสริญพระมหาวิฆเนศวร์และขอพรตามแต่ปรารถนา เสร็จแล้วอัญเชิญพระมหาวิฆเนศวร์ลงสรงในขันน้ำมนต์ แล้วอัญเชิญกลับไปโต๊ะหมู่บูชา น้ำสรงในขันสาครนี้จะใช้ประพรมให้ผู้ฝึกช้างทุกคนถือเป็นสวัสดิพิพัฒน์มงคล

๓. พิธีน้อมเกล้าถวายและพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชในวันพระราชพิธีฯ
จะมีการแห่ช้างสำคัญในกระบวนแห่ พราหมณ์จะอัญเชิญพระเทวกรรมเข้าในพิธีด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมายังโรงพิธี ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธปฏิมาพระชัยหลังช้าง และจุดธูปเทียนบูชาพระเทวกรรม พร้อมกับทรงศีลในตอนท้ายพระราชพิธีนี้ พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พราหมณ์
คู่สวดอ่านฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้างเป็นอันเสร็จพระราชพิธี

๔. พิธีบวงสรวงพระคเณศก่อนการดำเนินการจัดสร้างพระเมรุมาศ
การจัดสร้างพระเมรุมาศเพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และ พระบรมวงศานุวงศ์องค์สำคัญ ๆ ณ บริเวณท้องสนามหลวง ก่อนที่จะดำเนินการจัดสร้างพระเมรุมาศจะต้องประกอบพิธีบวงสรวงพระพิฆเนศวร์เสียก่อน เพื่อความสวัสดีและการจัดสร้างจะได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจะไม่มีการอัญเชิญพระพิฆเนศวร์มาเข้าพิธี แสดงว่าพระพิฆเนศวร์จะเกี่ยวกับพิธีทางช่างเท่านั้น (พิธีศพไม่เกี่ยว)

๕. พิธีไหว้ครูทางนาฎกรรมและการช่าง
ในทางนาฏกรรมนั้น บรมครูจะปรากฏรูปเคารพในลักษณะของหัวโขนซึ่งจะอัญเชิญมาประกอบวิธีไหว้ครูพร้อมกับเครื่องใช้ในการแสดงต่างๆ หัวโขนที่ใช้ประกอบการแสดงอันได้แก่ ศีรษะของเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ (เทพเจ้าสูงสุด) คือพระอินทร์ พระคเณศ พระปรคนธรรพ์ และ พระปัญจสีขร ซึ่งเป็นเทพเจ้าฝ่ายดุริยางค์ศิลป์ โดยเฉพาะศีรษะพระคเณศนั้นจะอัญเชิญไปประดิษฐานไว้โต๊ะหมู่บูชาที่จัดไว้โดยเฉพาะแยกจากศีรษะเทพองค์อื่นๆสำหรับการบูชาเป็นพิเศษ
ส่วนศิลปะทางการช่างนั้น แม้จะไม่ได้นับถือพระคเณศเป็นเทพสำคัญโดยตรง เช่นเดียวกับพระวิศวกรรม แต่พระคเณศก็มีบทบาทไม่น้อยในพิธีไหว้ครูศิลปะการช่าง ตามคติดั้งเดิมที่ว่า ในการเล่าเรียนศิลปวิทยาการทั้งปวงต้องมีการสวดบูชาพระคเณศก่อน ซึ่งพระคเณศนั้นทางนาฏศิลป์ถือว่ามีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์มาก ผู้ศึกษาทางการนี้จะเชื่อกันว่าครูแรง หากไม่เคารพบูชาหรือทำการใดๆอันไม่เหมาะสมเป็นการลบหลู่ก็มักจะประสบภัยพิบัติ

๖. การไหว้ครูของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยช่างศิลป์ นาฏศิลป์
สถาบันต่างๆเหล่านี้มีรูปของพระคเณศเป็นตราสัญลักษณ์ ของสถาบันเมื่อมีการไหว้ครู ก็จะต้องไหว้บรมครูทางงานศิลปะคือพระคเณศเสียก่อน โดยจะมีการประกอบพิธีตามรายละเอียดที่กล่าวไว้แล้วในข้างต้น

๗. การบูชาพระคเณศในพิธีคเณศจตุรถี
พิธีคเณศจตุรถีหรือพิธีอุทิศต่อพระคเณศนี้เป็นพิธีที่ชาวฮินดูในประเทศอินเดียกระทำกันในวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๐ ดังได้กล่าวรายละเอียดไว้แล้ว

๘. การบูชากราบไหว้พระคเณศของคนธรรมดาทั่วๆไป
การบูชาพระคเณศจากคติความเชื่อของพ่อค้าวาณิชในสมัยโบราณ โดยเฉพาะพ่อค้าชาวอินเดีย จะกราบไหว้บูชาพระคเณศในแง่ของเทพผู้อำนวยความสำเร็จทางการค้าและความร่ำรวย จวบจนกระทั่งปัจจุบันคติความเชื่อดังกล่าวกลับมาได้รับความนิยมกันอีก ดังจะเห็นได้จากบรรดาร้านค้าต่างๆ จะมีหิ้งบูชาพระคเณศ เป็นการบูชาพระคเณศเพื่ออำนวยความสำเร็จและความร่ำรวยทางการค้าให้แก่ผู้บูชาโดยจะบูชาทุกวัน ด้วยผลไม้บ้าง ขนมหวานบ้าง อ้อยควั่น ดอกไม้สีแดงสดใส น้ำนมเปรี้ยว น้ำสะอาด ฯลฯ

Shiva (Eng)



Shiva (IAST: Śiva, also spelled Siva; Hindi, Shiv) is one of the principal deities of Hinduism. Within Shaivism he is viewed as the supreme deity, whereas in other branches of Hinduism such as the Smarta tradition he is worshipped as one of several manifestations of the divine. Followers of Hinduism who focus their worship upon Shiva are called Shaivites or Shaivas (Sanskrit Śaiva). His role as the primary deity of Shaivism is reflected in his epithets Mahādeva ("great god"; mahā = great + deva = god), Maheśvara ("great lord"; mahā = great + īśvara = lord), and Parameśvara ("Supreme Lord"). Shaivism, along with Vainsava traditions that focus on Vishnu, and Śākta traditions that focus on the goddess (Devī) are three of the most influential denominations in Hinduism.

Shiva is one of the five primary forms of the Divine in Smartism, a denomination of Hinduism that puts particular emphasis on five deities, the other four being Vishnu, Devi, Ganesha, and Surya. Another way of thinking about the divinities in Hinduism identifies Brahma, Vishnu, and Shiva as each representing one of the three primary aspects of the divine in Hinduism, known collectively as the Trimurti. In the Trimurti system, Brahma is the creator, Vishnu is the maintainer or preserver, and Shiva is the destroyer or transformer.



Historical
For the early history see Rudra
The worship of Shiva is a pan-Hindu tradition, practiced widely across all of India.Modern historians believe that the figure of Shiva as we know him today was built-up over time, with the ideas of many regional cults being amalgamated into a single figure. How the persona of Shiva converged as a composite deity is not well-documented. Axel Michaels explains the composite nature of Shaivism as follows:
An example of assimilation took place in Maharashtra, where a regional deity named Khandoba is a patron deity of farming and herding castes. The foremost center of worship of Khandoba in Maharashtra is in Jejuri. Khandoba has been assimilated both as a name for Karttikya and also as a form of Shiva himself in which case he is worshipped in the form of a lingam. Shakti M. Gupta clarifies the possible confusion between these two identifications by explaining that one of Karttikeya's functions is as the patron deity of thieves, and it is in this capacity that the tribe called Ramoshis, who are thieves by profession, worship Khandoba. Khandoba's varied associations also include an indentification with Surya. The derivation of the name Khandoba has been variously interpreted, and M. S. Mate says that the most commonly-held belief is that it was a distorted form of Skanda, but also notes alternate theories.

Rudra
Main article: Rudra
Shiva as we know him today shares many features with the Vedic god Rudra and both Shiva and Rudra are viewed as the same personality in a number of Hindu traditions. Rudra, the god of the roaring storm, is usually portrayed in accordance with the element he represents as a fierce, destructive deity.
The oldest surviving text of Hinduism is the Rig Veda, which is dated to between 1700–1100 BCE based on linguistic and philological evidence. A god named Rudra is mentioned in the Rig Veda. The name Rudra is still used as a name for Shiva. In RV 2.33 he is described as the "Father of the Maruts", a group of storm gods.
The identification of Shiva with the older god Rudra is not universally accepted, as Axel Michaels explains:
To what extent Śiva's origins are in fact to be sought in Rudra is extremely unclear. The tendency to consider Śiva an ancient god is based on this identification, even though the facts that justify such a far-reaching assumption are meager.
Rudra is called "The Archer" (Sanskrit: Śarva) and the arrow is an essential attribute of Rudra. This name appears in the Shiva Sahasranama, and R. K. Sharma notes that it is used as a name of Shiva often in later languages. The word is derived from the Sanskrit root śarv- which means "to injure" or "to kill" and Sharma uses that general sense in his interpretive translation of the name Śarva as "One who can kill the forces of darkness". The names Dhanvin ("Bowman") and Bānahasta ("Archer", literally "Armed with arrows in his hands") also refer to archery.



Attributes of Shiva

Third Eye: Shiva is often depicted with a third eye with which he burned Desire (Kāma) to ashes. There has been controversy regarding the original meaning of Shiva's name Tryambakam (Sanskrit: त्र्यम्बकम्), which occurs in many scriptural sources. In classical Sanskrit the word ambaka denotes "an eye", and in the Mahabharata Shiva is depicted as three-eyed, so this name is sometimes translated as "Having Three Eyes". However, in Vedic Sanskrit the word ambā or ambikā means "mother", and this early meaning of the word is the basis for the translation "Having Three Mothers" that was used by Max Müller and Arthur Macdonell. Since no story is known in which Shiva had three mothers, E. Washburn Hopkins suggested that the name refers not to three mothers, but to three Mother-goddesses who are collectively called the Ambikās. Other related translations have been "having three wives or sisters", or based on the idea that the name actually refers to the oblations given to Rudra, which according to some traditions were shared with the goddess Ambikā.
Blue Throat: The epithet Nīlakantha (Sanskrit नीलकण्ठ; nīla = blue, kantha = throat) refers to a story in which Shiva drank the poison churned up from the world ocean. (see: Halāhala)
Crescent Moon: Shiva bears on his head the crescent of the moon. The epithet Chandraśekhara (Sanskrit: चन्द्रशेखर "Having the moon as his crest" - chandra = Moon, śekhara = crest, crown) refers to this feature. The placement of the moon on his head as a standard iconographic feature dates to the period when Rudra rose to prominence and became the major deity Rudra-Shiva. The origin of this linkage may be due to the identification of the moon with Soma, and there is a hymn in the Rig Veda where Soma and Rudra are jointly emplored, and in later literature Soma and Rudra came to be identified with one another, as were Soma and the Moon.
Matted Hair: Shiva's distinctive hair style is noted in the epithets Jatin, "The One with matted hair" and Kapardin, "Endowed with matted hair" or "wearing his hair wound in a braid in a shell-like (kaparda) fashion". A kaparda is a cowrie shell, or a braid of hair in the form of a shell, or more generally hair that is shaggy or curly.
Sacred Ganga: The Ganga rivers flows from the matted hair of Shiva. The epithet Gangādhara ("Bearer of the river Gangā") refers to this feature. The Ganga (Ganges), one of the major rivers of the country, is said to have made her abode in Shiva's hair.
Ashes: Shiva smears his body with ashes (bhasma). Some forms of Shiva, such as Bhairava, are associated with a very old Indian tradition of cremation-ground asceticism that was practiced by some groups who were outside the fold of brahmanic orthodoxy. These practices associated with cremation grounds are also mentioned in the Pali canon of Theravada Buddhism. One epithet for Shiva is "Inhabitant of the cremation ground" (Sanskrit: śmaśānavāsin, also spelled Shmashanavasin) referring to this connection.
Tiger skin: He is often shown seated upon a tiger skin.
Serpents: Shiva is often shown garlanded with a snake.
Trident: (Sanskrit: Trishula) Shiva's particular weapon is the trident.
Drum: A small drum shaped like an hourglass is known as a "damaru" (Sanskrit: Damaru). This is one of the attributes of Shiva in his famous dancing representation known as Nataraja. A specific hand gesture (mudra) called ḍamaru-hasta (Sanskrit for "Damaru-hand") is used to hold the drum. This drum is particularly used as an emblem by members of the Kāpālika sect.
Nandī, also known as Nandin, is the name of the bull that serves as Shiva's mount (Sanskrit: vāhana). Shiva's association with cattle is reflected in his name Paśupati or Pashupati (Sanskrit पशुपति), translated by Sharma as "Lord of cattle" and by Kramrisch as "Lord of Animals", who notes that it is particularly used as an epithet of Rudra.
Varanasi (Benares) is considered as the city specially-loved by Shiva, and is one of the holiest places of pilgrimage in India.
• Mount Kailāsa in the Himalayas is his traditional abode. In Hindu mythology, Mount Kailāsa is conceived as resembling a linga, representing the center of the universe.

Forms and depictions

According to Gavin Flood, "Śiva is a god of ambiguity and paradox", whose attributes include opposing themes. The ambivalent nature of this deity is apparent in some of his names and the stories told about him.
Destroyer versus benefactor
In the Yajurveda two contrary sets of attributes for both malignant or terriffic (Sanskrit: rudra) and benign or auspicious (Sanskrit: śiva) forms can be found, leading Chakravarti to conclude that "all the basic elements which created the complex Rudra-Śiva cult of later ages are to be found here." In the Mahabharata, Shiva is depicted as "the standard of invincibility, might, and terror", as well as a figure of honor, delight, and brilliance. The duality of Shiva's fearful and auspicious attributes appears in contrasted names.

The name Rudra (Sanskrit रुद्र) reflects his fearsome aspects. According to traditional etymologies, the Sanskrit name Rudra is derived from the root rud- which means "to cry, howl." Stella Kramrisch notes a different etymology connected with the adjectival form raudra, which means wild, of rudra nature, and translates the name Rudra as "the Wild One" or "the Fierce God". R. K. Sharma follows this alternate etymology and translates the name as "Terrible". Hara (Sanskrit हर) is an important name that occurs three times in the Anushasanaparvan version of the Shiva sahasranama, where it is translated in different ways each time it occurs, following a commentorial tradition of not repeating an interpretation. Sharma translates the three as "One who captivates", "One who consolidates", and "One who destroys." Kramrisch translates it as "The Ravisher". Another of Shiva's fearsome forms is as Kāla (Sanskrit: काल), "Time", and as Mahākāla (Sanskrit: महाकाल), "Great Time", which ultimately destroys all things. Bhairava (Sanskrit: भैरव), "Terrible" or "Frightful" is a fierce form associated with annihilation.

In contrast, the name Śankara (Sanskrit शङ्कर), "Beneficent" or "Conferring Happiness" reflects his benign form. This name was adopted by the great Vedanta philosopher Śankara (c. 788-820 CE), who is also known as Shankaracharya. The name Śambhu (Sanskrit: शम्भु), "Causing Happiness", also reflects this benign aspect.

Ascetic versus householder



He is depicted as both an ascetic yogin and as a householder, roles which are mutually exclusive in Hindu society. When depicted as a yogin he may be shown sitting and meditating. His epithet Mahāyogin (The Great Yogi: Mahā = great, Yogin = one who practices Yoga) refers to his association with yoga. While Vedic religion was conceived mainly in terms of sacrifice, it was during the Epic period that concepts of tapas, yoga, and asceticism, became more important, and the depiction of Shiva as an ascetic sitting in philosophical isolation reflects these later concepts.

As a family man and householder he has a wife, Parvati (also known as Umā), and two sons, Ganesha and Skanda. His epithet Umāpati ("The husband of Umā") refers to this idea, and Sharma notes that two other variants of this name that mean the same thing, Umākānta and Umādhava, also appear in the sahasranama. Umā in epic literature is known by many names, including Pārvatī. She is identifed with Devi, the Divine Mother, and with Shakti (divine energy).
Shiva and Parvati are the parents of Karthikeya and Ganesha. Karttikeya is popular in South India by the names Subrahmanya and Murugan, and in North India he is more popular by the name Skanda, Kumara, or Karttikeya.
By Wikipedia

God Hindu * Shiva พระศิวะเทพ มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ของฮินดู



คำสวดบูชาพระศิวะ

โอม นะมะ ศิวายะ 3 จบ

พระศิวะทรงเป็นมหาเทพผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล พระองค์จะทรงประทานพรวิเศษให้แก่คนผู้หมั่นกระทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรมเท่านั้น หากผู้ใดประพฤติเพื่ออุทิศถวายแก่พระองค์แล้วปรารถนาสิ่งวิเศษใด ๆ ก็ให้พรนั่น พระศิวะจะประทานสิ่งวิเศษให้ในไม่ช้า แต่เมื่อได้พรสมปรารถนาแล้ว วันหน้าหากกระทำผิดไปจากความดีงามคนผู้นั้นจะเกิดวิบัติในชีวิต พระศิวะเทพผู้จะกลายเป็นเทพผู้ทำลายทันที

มีความเชื่อกันว่าพระศิวะนั้นสามารถช่วยปัดเป่ารักษาเยียวยาอากาศเจ็บไข้ได้ป่วยต่าง ๆได้อย่างมหัศจรรย์นัก
หากผู้ใดที่เจ็บป่วยหรือต้องการขอพรให้คนในครอบครัวหายเจ็บไข้ได้ป่วย หากบวงสรวงบูชาและขอพรจากพระศิวะ ก็มักปรากฏว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นจะถูกปัดเป่าให้หายไปได้โดยสิ้นในเร็ววัน

ผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นในทางใด หากบวงสรวงบูชา ขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้นได้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ได้เช่นกัน

เป็นที่กล่าวขวัญกันโดยทั่วไป พระศิวะนั้นเป็นเทพที่จะอำนวยพรประทานความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผู้ที่มีอาชีพเลี้ยงวัว เลี้ยงม้า หรือเลี้ยงแกะ หรือแม้แต่พกที่ทำอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรทั้งปวง ก็จะมีความสำเร็จและมีความสมบูรณ์พูนสุขได้ หากบวงสรวงบูชาพระศิวะเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์

ชาวบ้าน ชาวเมืองยังนิยม ยังเชื่อกันว่าพระศิวะนั้นเป็นเทพที่จะคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกลและจะทำให้เกิดความดีงามเป็นศิริมงคลเกิดขึ้นในชีวิต ในครอบครัว

นอกจากบทบาทความสำคัญโดยรวมที่กล่าวมาแล้วนั้น อีกบทบาทหนึ่งที่เด่นชัดแยกออกไปจากบทบาทของการเป็นมหาเทพผู้ทรงมีพระมหากรุณาประทานพรแก่มวลมนุษย์นั้น

พระศิวะยังทรงเป็นเทพแห่งคีตา คือเป็นเทพเจ้าแห่งการดนตรีและการรำฟ้อนทั้งปวงอีกด้วย

พระตรีมูรติ

ตรีมูรติหรือผู้เป็นเจ้าทั้งสาม ที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งนิรันดร์นั้น เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดู ซึ่งจะมีตัวอักษร 3 ตัว อันศักดิ์สิทธิ์ที่ เรียกเรียกกันว่า "โอม"
อักษรศักดิ์สิทธิ์ "โอม" นั้นประกอบด้วยอักษร 3 ตัวคือ



อะ
หมายถึง พระวิษณุหรือพระนารายณ์
อุ
หมายถึง พระอิศวรหรือพระนารายณ์
มะ
หมายถึง พระพรหม

พยางค์ศักดิ์สิทธิ์คำว่า "โอม" นี้ มักจะเขียนเป็นอักษรเทวนาครี ซึ่งได้บ่งบอกถึงตรีมูรติหรือ 3 มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาฮินดู

ในคัมภีร์ของพราหมณ์นั้น กล่าวถึงพระศิวะว่าทรงเป็นมหาเทพซึ่งมีผู้นิยมนับถือบูชากันแพร่หลายและกว้างขวางมากกว่าเทพองค์อื่น ๆ

กำเนิดของพระศิวะนั้น ปรากฏ เป็นเรื่องที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคดังนี้

ยุคพระเวท
เรื่องก็มีอยู่ว่าพระพรหมนั้นเกิดความรำคาญอกรำคาญใจเป็นอย่างยิ่งนักที่พระเสโทหรือเหงื่อผลุดซึมทั่วพระวรกายและยังไหลรินย้อยลงทั่วบริเวณพระพักตร์อีกด้วย ในวันอันร้อนอ้าวเช่นนั่น พระพรหมทรงบำเพ็ญภาวนา เพิ่มตบะบารมีให้แกร่งกล้าอย่างมุ่งมั่นเมื่อรู้สึกว่าถูกรบกวนด้วยเหงื่อเช่นนั้นก็จึงได้นำเอาไม้ไปขูด ๆที่บริเวณพระขนงหรือคิ้ว โดยมิได้ระมัดระวังองค์นัก คมของไม้นั้นจึงได้บาดบริเวณพระขนงของพระองค์จนกระทั่งปรากฏพระโลหิตผลุดซึมออกมาและหยาดหยดลงบนกองเพลิงเบื้องหน้าของพระองค์นั้นเอง

ทันทีที่พระโลหิตหยาดหยดลงในเปลวเพลิงก็พลันเกิดเป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง จุติขึ้นมาในเปลวเพลิงนั้น ทันทีที่ถือกำเนิดขึ้นมาเบื้องหน้าพระองค์เทพบุตรผู้งดงามองค์นี้ก็ได้ร้องไห้ พลางขอให้พระองค์ประทานชื่อให้แก่ตน ซึ่งพระพรหมได้ประทานชื่อให้ถึง 8 ชื่อ ด้วยกันดังนี้

ภพ สรรพ ปศุบดี อุดรเทพ มหาเทพ รุทร อิศาล อะศะนิ

หลังจากนั้นเทพองค์นี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นับถือของมนุษย์ทั่วไป โดยส่วนใหญ่แล้วบรรดามวลมนุษย์จะนับถือบูชาเทพบุตรองค์นี้ในนามของพระรุทรอันเป็นชื่อ ๆหนึ่งใน 8ชื่อนี้ ซึ่งนามรุทรนี้มีความหมายแปลได้ว่า ร้องไห้ แต่สำหรับชื่ออื่น ๆ อีก7 ชื่อนั้นยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเท่าไรนัก

ว่ากันว่าพระรุทรเทพบุตรที่มีชื่ออันแปลว่าร้องไห้นี้เป็นมหาเทพที่มีความยิ่งใหญ่เกรียงไกรมีอำนาจบารมีค่อนข้างสูงนักในยุคพระเวทนี้ และยังเป็นเทพที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามนิยมนับถือบูชากันอย่างจริงจังทั่วไปโดยนับถือให้พระรุทรเป็นเทพผู้ทำลายล้าง คือทำลายสิ่งที่เลวร้ายให้สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หรือหมายถึงการทำลายสิ่งเลวให้เกิดสิ่งที่ดีงามขึ้นใหม่



ยุคมหากาพย์ มหาภารตะ
ในยุคนี้มีความเชื่อกันในเรื่องกำเนิดพระศิวะว่า พระองค์นั้นทรงจุติออกมาจากพระนลาฏ หรือหน้าผากของพระพรหมจึงเท่ากับว่าพระศิวะก็เป็นพระโอรสองค์หนึ่งของพระองค์มหาเทพ

ยุคไตรเภท
คัมภีร์ในยุคนี้ได้บันทึกถึงกำเนิดพระศิวะว่า ทรงประสูติจากพระนางสุรภี และพระบิดาก็คือพระกัศยปะเทพบิดร

คัมภีร์พรหมมานัส
พระศิวะเป็นเทพที่กำเนิดจากพระประชาบดีมิได้เกิดจากพระโลหิตของพระพรหมดังเช่นที่มีการกล่าวไว้ในยุคพระเวท ครั้นเมื่อทรงจุติขึ้นมาแล้วเทพประชาบดีก็ถามพระโอรสว่า เหตุไฉนจึงร่ำไห้โศกาอาดูรตลอดเวลา
พระรุทรหรือเทพบุตรโอรสของพระประชาบดีที่กำลังร่ำไห้อยู่นั้น จึงได้ทูลตอบว่า เพราะว่าพระบิดาไม่ได้ตั้งชื่อให้เมื่อไม่มีชื่อก็จึงเสียใจร้องไห้เช่นนั้น พระประชาบดีจึงได้ตั้งชื่อให้โอรสองค์นี้ว่า พระรุทรซึ่งหมายถึงการร้องไห้ และพระรุทรองค์นี้ในคัมภีร์พรหมนัสได้กล่าวไว้ว่า น่าจะหมายถึงองค์ศิวะนั่นเอง

ในคัมภีร์โบราณที่ปรากฏอยู่ในหอวชิรญาณได้อธิบายถึงประวัติความเป็นมาการกำเนิดของพระศิวะไว้ว่าเมื่อโลกได้ถูกเผาด้วยไฟบรรลัยกัลป์จนพินาศโดยสิ้นแล้วนั้น ได้มีคัมภีร์พระเวทและพระธรรมบังเกิดขึ้นและเมื่อพระเวทกับพระธรรมมาประชุมรวมกันจึงได้บังเกิดเป็นมหาเทพองค์หนึ่งคือ พระปรเมศวร ในคัมภีร์นี้อธิบายการกำเนิดของพระศิวะว่าทรงสร้างพระองค์ขึ้นมาเอง หลังจากการทำลายล้างโลกโดยที่มิได้เป็นโอรสหรือจุติมาจากการนิรมิตรสร้างสรรค์ของมหาเทพองค์ใด

รูป
รูปลักษณ์ของพระศิวะนั้นมีปรากฏมากมายหลายลักษณะด้วยกัน แต่จุดเด่นที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระศิวะก็คือ รูปพระจันทร์เสี้ยวและดวงตาดวงที่ 3 บนหน้าผาก สร้อยประคำที่เป็นหัวกะโหลกและงูที่คล้องพระสอหรือคอของพระองค์อยู่นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระศิวะที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย

เล่ากันว่า ที่มาของงูพิษที่พระศิวะทรงคล้องคอไว้ประดับองค์เป็นเอกลักษณ์พิเศษนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียวเพราะพระองค์ไม่ได้ไปจับมาจากพงหญ่าป่าใหญ่ที่ไหน แต่มีผู้ส่งมามาให้พระองค์โดยเฉพาะ คนผู้นั้นก็คือนักบวชผู้นี้มีภรรยาหลายคนแต่บรรดาภรรยาของเขาเกิดมาหลงใหลในเสน่ห์อันล้ำลึกขององค์พระศิวะ

ด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง นักบวชจึงส่งเสือร้ายตัวโตไปจัดการสังหารพระศิวะ แต่ว่าพระศิวะเป็นกลับเป็นฝ่ายพิชิตเสือด้วยพระหัตถ์ของพระองค์อย่างสบาย ๆ แถมยังฉีกเอาหนังสือมาเป็นที่ปูพื้นไว้รองนั่งอีกด้วย

เมื่อส่งเสือมาไม่ได้ผล นักบวชผู้เคียดแค้นแสนริษยาก็อสรพิษร้ายตัวใหญ่มาจัดการพระศิวะ แต่อสรพิษร้ายกับถูกพระศิวะร่ายเวทมนต์สยบเอาไว้ได้โดยที แล้วพระองค์ก็จับเอางูพิษนั้นมาคล้องคอเป็นเครื่องประดับสุดพิศดารไม่ซ้ำแบบใคร นักบวชผู้ไม่ยอมแพ้ยังคงคิดลองของ ส่งอสูรร้ายมาสังหารพระศิวะในเวลาต่อมา
และพระศิวะก็ทรงสยบอสูรร้ายตนนั้นได้ด้วยท่าทีลีลาร่ายรำอันน่าพรั่นพรึง ซึ่งสะท้านสวรรค์สะเทือนเดิน แม้แต่บรรดาทวยเทพทั้งปวงก็พากันมาเคารพนบนอบยอมรับในความยิ่งใหญ่ของมหาเทพองค์นี้

มหาเทพองค์อื่นๆนั้น ก็ล้วนแล้วแต่รูปลักษณ์มากมายหลายรูปที่แตกต่างกันไป แต่ในรูปที่แตกต่างนั้นก็จะมีส่วนที่ละม้ายคล้ายคลึงกันบ้าง ในรายละเอียดของสีพระวรกายหรือสิ่งของที่ทรงถือไว้ในพระหัตถ์

แต่สำหรับพระศิวะนั้น กล่าวได้ว่ารูปลักษณ์ของพระองค์นั้นค่อนข้างจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถสังเกตุได้ง่ายไม่สบสนวุ่นวายเหมือนกับจดจำรูปลักษณ์ของมหาเทพองค์อื่นๆเป็นแน่

พระศิวะนั้นเป็นเทพที่นิยมประพฤติองค์เป็นโยคีหรือผู้ถือศีล ดังนั้นรูปของพระองค์จึงมักปรากฏเป็นเทพที่ทรงเครื่องแบบที่ค่อนข้างติดดินสักหน่อย เป็นต้นว่า ทรงแต่งองค์คล้ายๆ พวกโยคะหรือพวกฤาษีสยายผมยาวแล้วม่นมวยผมเป็นชฎาบนศีรษะ ทรงนุ่งห่มด้วยหนังกวางบ้าง หนังเสือบ้าง

คัมภีร์โบราณหลายเล่มนั้น กล่าวถึงสีพระวรกายของพระศิวะแตกต่างกันไป บางคัมภีร์ระบุว่าพระวรกายของพระศิวะนั้นเป็นสีแดงเข้มราวกับเปลวไฟหรือโลหิต

บางคัมภีร์ว่าพระวรกายขององค์พระศิวะนั้นเป็นสีขาว นวล บริสุทธิ์ ดั่งสีของพระจันทร์

แต่หลายๆคัมภีร์กล่าวไว้ตรงกันว่า พระศิวะนั้นเป็นเทพที่มีพระเนตร3ดวง คือดวงที่3นั้นจะปรากฏขึ้นอยู่บนหน้าผากขององค์โดยปรากฏเป็นดวงตารูปแนวนอนบ้าง รูปตั้งทรงพุ่มช้างบิณฑ์บ้าง และดวงตาที่3 นี้สามารถมองเห็นอดีตและอนาคตได้อีกด้วย รูปลักษณ์ของพระศิวะนั้น มีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามแต่ละปาง

Shiva พระศิวะมหาเทพ




อาวุธ

ในปางต่าง ๆที่มีอยู่มากมายหลายสิบปางนั้น มักจะปรากฏพระกรแต่ละข้างของพระศิวะนั้นทรงถืออาวุธที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่อาวุธที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์นั้น คือ

คฑา - ที่ที่ยอดเป็นรูปหัวกะโหลก ชื่อ ชัฏวางค์
ตรีศูล - ชื่อ ปีนาก
คันศร - ชื่อ อชคพ


นอกจากนั้นอาวุธของพระศิวะที่ปรากฏว่าทรงถืออยู่ในหลาย ๆปางหลายๆรูปลักษณ์ก็คือ บัณเฑาะว์ พระสังข์ บ่วงบาศ เปลวเพลิง พระขรรค์

พาหนะ

โคที่มีนามว่า อุศุภราช คือ โคเผือกที่เป็นพาหนะประจำขององค์พระศิวะ

โค อุศุภราช นี้บางครั้งก็มีชื่อเรียกกันไปอีกว่า โคนนทิราช ซึ่งกำเนิดที่ไม่ธรรมดาคือโคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากพ่อโค แม่โคเหมือนกับโคอื่น ๆ แต่ทว่ากำเนิดเกิดจากมหาเทพเลยทีเดียว

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าในการกวนเกษียรสมุทรครั้งยิ่งใหญ่ของทวยเทพทั้งปวงนั้น ก็ได้มีสิ่งวิเศษเกิดขึ้นมากมายหลายสิ่งด้วยกัน และนางโคสุรภีก็เป็นของของวิเศษอีกสิ่งหนึ่งที่ได้จุติขึ้นมาจากการกวนเกษียรสมุทรครั้งนั้น

พระกัศยปะนั้นก็มีความต้องการที่จะได้นางโคสุรภีเอาไว้เป็นพาหนะประจำองค์ แต่ทรงติดอยู่เล็กน้อยที่ว่านางโคสุรภีนั้นเป็นโคเพศเมีย หากนำมาเป็นพาหนะประจำองค์นั้น ก็ทรงอยากจะได้โคเพศผู้เสียมากกว่า

ดังนั้นพระกัศยปะจึงได้นิรมิตกายเป็นพ่อโคตัวผู้แล้วก็ไปผสมพันธุ์สมสู่กับนางโคสุรภี จนกระทั่งแม่โคตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกออกมาเป็นโคเพศผู้สีขาวบริสุทธิ์และมีลักษณะดีตั้งตรงตำราเป็นพิเศษ พระกัศยปะจึงได้ประทานนามให้กับโคเผือกที่เป็นโอรสนั้นว่า นนทิหรือนันทิ และได้ถวายให้เป็นพาหนะประจำองค์คอยติดตามรับใช้พระศิวะมหาเทพสืบต่อมา

แต่ในบางคัมภีร์นั้นก็กล่าวถึงประวัติการกำเนิดของโคนนทิราชนี้แตกต่างออกไปด้วยกล่าวว่าแต่เดิมนั้นโคนนทิราช หรือ โคอุศุภราชนี้เป็นเทพบุตรองค์หนึ่งบนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า ซึ่งเทพบุตรองค์นี้ก็มีนามว่านนทิ มีหน้าที่เป็นเทพที่คอยคุ้มครองดูแลบรรดาสัตว์สี่เท้าทั้งปวงที่อาศัยอยู่ในป่าใกล้ๆ กับเขาไกรลาส

และเทพนนทิที่เป็นเทพที่ครองสัตว์จัตุบาททั้งปวงนั้นก็มักจะนิรมิตองค์เองให้กลายเป็นโคเผือก เพื่อให้พระศิวะได้เสด็จประทับไปยังแห่งหนต่าง ๆจนเป็นเสมือนพาหนะประจำพระองค์ไปโดยปริยาย

ซึ่งในคัมภีร์โบราณนั้นยังบันทึกไว้ด้วยว่า เทพบุตรนนทิองค์นี้ไม่ได้เป็นคู่เทพที่จะมาแปลงกายเป็นโคให้พระศิวะได้เสด็จประทับเป็นพาหนะเท่านั้น แต่พระนนทิ ก็ยังเป็นหัวหน้าแห่งเทพบริวารทั้งหลายทั้งปวงของเทพพระศิวะอีกด้วย

บางคัมภีร์กล่าวว่าพระนนทินอกจากจะเป็นเทพผู้ครองสัตว์จัตุบาทหรือสัตว์สี่เท้าทั้งมวลแล้ว ยังเป็นเทพที่เป็น
นักดนตรีอีกด้วย ยังปรากฏว่าได้เคยร่วมนาฏกรรมรำฟ้อนกับองค์พระศิวะบ่อย ๆ โดยรับหน้าที่ตีตะโพนคอยให้จังหวะในขณะที่องค์พระศิวะร่ายรำระบำฟ้อน ในวโรกาสสำคัญ ๆต่าง ๆ

และนนทิโคพิเศษที่เป็นพาหนะประจำองค์พระศิวะและเป็นหัวหน้าเทพบริวารของพระศิวะนี้ยังมีความสำคัญอีกมากมายที่ทำให้บรรดามวลมนุษย์ที่บวงสรวงบูชาพระศิวะนั้น ก็จึงได้นิยมบวงสรวงบูชาโคนนทิด้วย โดยยกย่องให้เป็นโคพิเศษ เป็นโคศักดิ์สิทธิ์ที่เปรียบเสมือนกับเป็นสัญลักษณ์แห่งพระศิวะมหาเทพ

ดังนั้นการที่ชาวฮินดูไม่นิยมฆ่าวัวก็เป็นเพราะเคารพยกย่องและบูชาโคนนทิ ซึ่งเป็นโคศักดิ์สิทธิ์สำหรับมวลมนุษย์นั่นเอง ตามเทวลัยหลาย ๆแห่งของลัทธิไศวนิกาย ก็จะปรากฏว่ามีการสร้างรูปเคารพของวัวนนทิไว้ให้ชาวบ้านชาวเมืองได้มาสักการะบูชาด้วย

ที่ประทับ

พระศิวะนั้น ทรงประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาส เปรียบเสมือนเป็นวิมารของพระองค์ ตามคัมภีร์นั้นได้บันทึกไว้ว่า พระศิวะเสด็จมาเยือนมนุษย์โลกหนึ่งครั้งเท่านั้นในแต่ละปี วันที่จะเสด็จลงมาจากยอดเขาไกรลาสนั้น คือวันขึ้น 7 ค่ำ เดือนอ้าย และพอถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย ก็จะเสด็จกลับสู่ยอดเขาไกรลาสซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์



พระมเหสี
พระศิวะทรงมีเอกอัครมเหสีคือ พระแม่อุมามหาเทวี หรือชาวฮินดูนิยมเรียกกันว่าพระนางปาราวตี ซึ่งเป็นอิตถีเทพ ที่งดงามเป็นยิ่งนัก และยังเป็นเทพเทวีที่มีผู้คนนิยมบวงสรวงบูชามากมายว่าเทพนารีองค์อื่นองค์ใด

พระแม่ปราวตีหรือพระแม่อุมามหาเทวีนี้นั้น เป็นมเหสีคู่พระทัยของพระศิวะ ซึ่งปรากฏอยู่ในทุกคัมภีร์ทุกตำราเลยทีเดียว ด้วยเพราะพระศิวะนั้นไม่ปรากฏว่าจะมีพระชายาอีกมากมายดังมหาเทพองคือื่น ๆ

พระศิวะมีเพียงพระคงคาและพระนางสนธยาเท่านั้นที่เป็นพระชายาคู่บารมีอีก 2 พระนาง พระแม่คงคานั้นแต่เดิมก็เป็นพระชายาองค์รอง ๆของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ซึ่งเมื่อได้มีเรื่องมีราวขัดแย้งบาดหมางกันระหว่างบรรดาพระชายาพระวิษณุ จนก่อเหตุให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญใจ พระวิษณุจึงได้นำพระแม่คงคามาถวายให้เป็นพระชายาของพระศิวะ

และพระแม่คงคานั้นโดยแท้จริงแล้วเป็นพระพี่นางของพระแม่อุมาอัครมเหสีของพระศิวะอีกด้วย

ส่วนพระนางสนธยานั้นเป็นธิดาของพระพรหม มหาเทพอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีความผิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนเป็นเหตุให้พระพรหมผู้เป็นบิดาทรงกริ้วนัก และปรารถนาที่จะลงโทษพระธิดาสนธยาอย่างหนัก ซึ่งพระธิดาก็เกรงกลัวที่จะถูกลงโทษทัณฑ์ จึงได้แปลงกายเป็นนางเนื้อหลบลี้หนีพระบิดาไปเสีย

พระพรหมเองก็ไม่ยอมลดละ ด้วยความกริ้วถึงกับนิรมิตองค์เป็นกวางตามนางเนื้อไปในทันที พระศิวะได้ทรงบังเอิญมาพบเห็นเข้า ก็จึงได้มีความเห็นใจพระธิดาสนธยา ครั้นจะห้ามปรามพระพรหมผู้เป็นบิดาของพระนางสนธยาก็ดูจะกระไรอยู่ จึงได้ยับยั้งความกริ้วของพระพรหมในครั้งนั้นด้วยการแผลงศรไปถูกเศียรกวางขาดกระเด็น

เมื่อพระพรหมกลับคืนมาสู่ร่างเดิม ก็จึงได้คลายความโกรธ และพระศิวะก็ได้พูดคุยกับพระพรหมให้ยกโทษให้กับพระธิดา และการขออภัยโทษแก่พระนางสนธยานั้นคงจะไม่เป็นการสำเร็จโดยง่าย พระศิวะจึงได้ใช้วิธีทูลขอพระนางสนธยามาเป็นพระชายา
ด้วยความเกรงอกเกรงใจกัน พระพรหมจึงได้ยินดียกพระธิดาให้ไปเป็นพระชายาของพระศิวะ ด้วยเหตุนี้เองที่พระธิดาสนธยาจึงไม่ต้องถูกพระบิดาลงโทษ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการที่มีพระชายาเพิ่มขึ้นมานั้นไม่ได้เป็นเพราะพระศิวะออกไปแสวงหาด้วยความมากรักหลายใจแต่อย่างใด




พระโอรส
พระศิวะทรงเป็นพระบิดาของพระพิฆเนศวรและพระขันธกุมาร พระโอรส 2 พระองค์นี้ประสูติจากพระนางปาราวตี หรือพระแม่อุมา อัครมเหสีคู่บารมี ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าพระศิวะจะทรงมีโอรสธิดากับพระชายาอื่น ๆอีกหรือไม่

พระโอรส 2 พระองค์ของพระศิวะนั้นก็ไม่ใช่เทพธรรมดาๆแต่ทว่ามีความสำคัญต่อสวรรค์และโลกมิใช่น้อย พระพิฆเนศวรทรงเป็นมหาเทพที่มีเศียรเป็นช้างมีงาเดียว บรรดาพวกศิลปินทั้งหลายล้วนนับถือบูชาพระพินเณศวรกันเป็นที่แพร่หลายจนถึงในปัจจุบัน และกว้างขวางไปทั่วโลกด้วย แม้แต่ในบ้านเราก็สักการะบูชาพระพิฆเนศวรกันมิใช่น้อย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ทรงเปี่ยมพระอัจฉริยภาพทางศิลปการประพันธ์ก็ยังทรงนับถือพระพิฆเนศวร ได้ทรงโปรดให้สร้างเทวาลัยคเณศร์ ณ ศูนย์กลางของพระราชวังสนามจันทร์ สำหรับบวงสรวงบูชาให้เป็นสิริมงคลและเป็นเสมือนศาลเทพารักษณ์แห่งพระราชวังสนามจันทร์ด้วย

<

ส่วนพระขันทกุมารนั้นทรงเป็นเทพแห่งสงครามมีรูปลักษณ์เป็นเทพที่งามสง่าแฝงไว้ด้วยความห้าวหาญชาญชัยในลักษณะของนักรบ ชาวอินเดียจะสัการะบูชาพระขันทกุมารในช่วงเดือน 5 ขึ้น 6 ค่ำ ซึ่งเรียกกันว่า พิธีกรรตติเกยะ อันเป็นพิธีกรรมที่มีเพียงแต่บวงสรวงบูชาและมีระบำรำฟ้อนตัวเทพการบูชาเทพองค์อื่นๆ

เพราะการบูชาพระขันทกุมารนี้จะมีการละเล่นเป็นเกมกีฬาและกรีฑาหลากหลายประเภทที่จะมุ่งเน้นการแข่งขันที่แสดงความแข็งแรงและเชี่ยวชาญทางอาวุธ เช่น การยิงธนู เป็นต้น

สำหรับพระธิดานั้น บางคัมภีร์บันทึกว่าพระศิวะไม่ได้ทรงมีลูกสาวเลยแม้แต่องค์เดียว

แต่บางคัมภีร์ระบุว่าพระศิวะมีลูกสาวองค์เดียวคือ พระนางมาริษาหรือมนสาเทวี อิตถีเทพผู้เป็นที่กล่าวขวัญกันว่างดงามเป็นยิ่งนัก

แต่ทว่าในคัมภีร์ก็กล่าวว่าพระธิดาองค์นี้จะประสูติจากพระมเหสีองค์ใดของพระศิวะก็มิอาจทราบได้ เพราะมิได้ปรากฏหลักฐานอันใด จึงมีการสันนิษฐานกันว่า อาจจุติมาจากการที่พระศิวะทรงนิรมิตเสกสรรขึ้นมาเองก็เป็นได้

และไม่มีทางที่พระนางมาริษาจะเป็นธิดาของพระศิวะที่ประสูติจากพระนางปาราวตีหรือพระแม่อุมาเพราะมีเรื่องร่ำลือกันว่า พระนางมาริษาไม่ค่อยถูกชะตากับพระอัครมเหสีของผู้เป็นพระบิดาเท่าใดนัก

พระนางมาริษากับพระนางปาราวตีมีเรื่องขัดแย้งกันบ่อย ๆจนฝ่ายอ่อนเยาว์กว่าได้ตัดสินใจเสด็จลงมาประทับบนโลกและสถิตย์อยุ่ในฐานะเทพนารีที่ประทานพรต่อมนุษย์ จึงมีผู้คนนิยมสักการะบูชากันไม่น้อยในเวลาต่อมา

ในบางคัมภีร์ก็ยังระบุว่า พระศิวะมีลูกสาวอีกองค์หนึ่งคือ พระนางเนตาเทวี และก็มิได้บ่งบอกไว้เช่นกันว่าพระมารดาของพระนางเนตาเทวีคือใครกันแน่ แต่ถึงอย่างไรเรื่องราวของพระนางเนตาเทวีก็มิค่อยปรากฏบทบาทใด ๆมากนักในแวดวงเทพเทวะ

โดยทั่วไปมักจะมีความเชื่อกันแต่เพียงว่า พระศิวะทรงมีลูกชาย 2 องค์เท่านั้นคือพระพิฆเณศวรกับพระขันทกุมารนั่นเอง

Begin of Ramayana ต้นตอรามเกียรติ์




พรแห่งศิวะ


แม้จะเป็นมหาเทพที่ขึ้นชื่อลือชาว่าทรงประทานพรให้ใคร ๆง่ายดายนักหนา แต่ถึงอย่างไร ก่อนที่จะทรงประทานพรให้ผู้ใด พระศิวะจะทรงพินิจพิจารณาดูให้ถ่องแท้ก่อนเสมอ เมื่อเห็นว่าดีงามจริงแท้ก็จะประทานพรให้บุคคลผู้นั้นโดยไม่มีเงื่อนไขว่าจะเป็นนักพรต โยคี ฤษี ดาบส ชาวบ้านธรรมดา เทพเทวะหรือแม้แต่สรรพสัตว์ สรรพอสูรทั้งหลายทั้งปวง

แต่ดูเหมือนว่าในบางครั้งบางครา พรพระศิวะก็มักจะกลับกลายเป็นเรื่องเป็นราวโกลาหลมิใช่น้อย เป็นต้นว่าในคราหนึ่ง พฤกาสูร ยักษ์ตนหนึ่งนั้นได้เฝ้าบำเพ็ญภาวนา อยู่ในศีลในธรรมสม่ำเสมอเป็นเวลานานปี และการบำเพ็ญพรตนั้นก็พลีแด่พระศิวะมหาเทพ

พฤกาสูรนี้มิใช่อสูรธรรมดาๆแต่เป็นถึงโอรสของพระกัศยปะเทพผู้ใหญ่องค์หนึ่งของสรวงสวรรค์เลยทีเดียว เมื่อเวลานานนับปีผ่านไป พระศิวะ ณ เขาไกรลาสทรงเห็นว่าอสูรตนนี้สรรเสริญบูชาพระองค์อย่างแน่วแน่ และบำเพ็ญตบะแก่กล้าไม่มีว่อกแว่กเหลวไหลแม้แต่น้อย

พระองค์จึงเสด็จลงมาประทานพรให้ โดยพรนั้นก็คือให้พฤกาสูรนั้นมีมืออันเป็นเพลิงกรด หากมือแตะบนศีรษะผู้ใด ผู้นั้นจะถึงแก่มอดม้วยมรณาเพราะถูกฤทธิ์เดชเพลิงกรดจากมือของพฤกาสูรเผาไหม้ให้เป็นจุลไปในทันทีไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นเทพหรือผู้มีอิทธิฤทธิ์เพียงใดก็ตาม

เมื่อพฤกาสูรได้พรแล้วก็แสนจะดีอกดีใจนัก แทนที่จะไปลองของดีกับผู้อื่น กลับคิดวิปริตกำริบ คิดจะลองของกับมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่

พฤกาสูรทูลพระศิวะว่า อยากรู้ว่าพรนี้มีผลจริงแท้ประการใดใคร่ขอวางมือลงบนพระเศียรของพระศิวะสักหน่อยเถิด จะได้เกิดผลให้ได้ประจักษ์ พระศิวะถึงกับตกพระทัย ไฉนอสูรตนนี้จึงพิเรนทร์เช่นนั้น แต่พรของพระองค์นั้นศักดิ์สิทธิ์นัก ให้ไปแล้วจะลบล้างก็มิอาจกระทำได้

เมื่อจะถูกทดสอบเช่นนั้น พระศิวะก็ทรงกลับหลังหันแล้ววิ่งหนีทันที พฤกาสูรผู้เคยเป็นยักษ์แสนดี บัดนี้กลายเป็นยักษ์ลามปรามพยายามวิ่งไล่ตามจะเอามือแตะเศียรพระศิวะให้ได้ เหตุโกลาหลนี้บังเอิญล่วงรู้ถึงพระนารายณ์หรือพระวิษณุมหาเทพผู้เป็นเสมือนผู้พิทักษ์อาณาจักรสวรรค์ พระนารายณ์จึงทรงแปลงกายเป็นชายหนุ่มธรรมดามายืนขวางพฤกาสูรแล้วก็เอ่ยถามว่าจะวิ่งไล่จับใครกันหรือ

พฤกาสูรก็ตอบตรง ๆว่า ตามหาพระศิวะเพื่อทดสอบพร พระนารายณ์ในร่างมานพน้อยรูปงามจึงแสร้งว่า จะตามหาพระศิวะทำไม อยากรู้ว่าพรนั้นสัมฤทธิ์ผลจริงแท้แค่ไหนก็ไม่ต้องไปแตะพระเศียรของพระศิวะหรอก

ก็ลองเอามือแตะหัวตัวเองก็คงจะได้รู้แล้วว่าพรจะบังเกิดผลเป็นจริงแท้แค่ไหนอย่างไร พฤกาสูรคงฉลาดน้อยไปสักหน่อย เมื่อฟังแล้วก็เห็นฟ้องด้วยกับคำพูดหลอกล่อของพระนารายณ์ในที่สุด พฤกาสูรคงจะฉลาดน้อยไปสักหน่อย เมื่อฟังแล้วก็เห็นฟ้องด้วยกับคำพูดหลอกล่อของพระนารายณ์

ในที่สุด พฤกาสูรจึงเมือแตะลงบนหัวของตัวเอง บัดดลนั้น พรพระศิวะก็สัมฤทธิ์ผล เพลิงกรดจากมือของพฤกาสูรก็ลุกโซนเผาไหม้พฤกาสูรจนมอดม้วยมรณาไปในบัดนั่นเอง

พระศิวะทรงถอนพระทัยโล่งอก แล้วทรงให้สัจจะว่าวันหน้าวันหลังจะช่วยพระนารายณ์เป็นการตอบแทนบ้าง
ซึ่งในเวลาต่อมา เมื่อพระนารายณ์อวตารไปเป็นพระรามปราบยักษ์ทศกัณฐ์อันเป็นศึกใหญ่ที่ไม่ง่ายในการเอาชนะ พระศิวะก็ได้ทรงอวตารไปเป็นทหารเอกพระนารายณ์ที่แสนจะเก่งกาจฉลาดเฉลียว

คนผู้นั้นก็คือ หนุมาน นั่นเอง !

ซึ่งน้อยคนนักที่จะทราบว่า หนุมาน คือ พระศิวะส่วนใหญ่พวกเราจะทราบกันดีว่าพระนารายณ์ทรงอวตารไปถึง 10 ปางด้วยกัน แท้จริงนั้น พระศิวะก็เคยอวตารไปเพื่อเฉพาะกิจเช่นกัน

นอกจากเรื่องของพฤกาสูรแล้ว พรของพระศิวะที่เคยประทานให้ "ตรีปุรำ"ยักษ์ระดับเจ้าครองนครนั้นก็ได้เกิดเรื่องราวสะเทือนสวรรค์ไม่น้อยเลยทีเดียวเพราะพรนั้นคือให้ตรีปุรำ เป็นอมตะ ใครผู้ใดก็มีอาจฆ่าให้ตายได้

ต่อมาตรีปุรำกำเริบเสิบสาน กลายเป็นยักษ์อัตรพาลเกะกะระราน แม้กระทั่งเทพเทวะทั้งปวงจนปั่นป่วนเดือดร้อนกันไปทั่ว พระศิวะทรงปราบด้วยองค์เอง แต่ก็มิอาจสังหารได้ เพราะตรีปุรำมีพรวิเศษจากพระองค์เองเป็นเกราะป้องกัน ตรีปุรำยังมีศิวลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ของพระศิวะคุ้มกายไว้อีกด้วย

พระนารายณ์จึงทรงคิดหาอุบายช่วยพระศิวะ พระนารายณ์ทรงแปลงกายเป็นนักบวชผู้ทรงศีล ไปขอบิณฑบาตศึวลึงค์จากตรีปุรำ ยักษ์ตรีปุรำนั้นก็ถวายให้ด้วยดี เพราะเดิมในใจก็เป็นยักษ์ที่มุ่งในศีลในธรรมมาก่อน

เมื่อตรีปุรำไร้ศิวลึงค์ พระศิวะก็ทรงกล้องแก้วส่องมาต้องกายของตรีปุรำจนเกิดเพลิงลุกไหม้เผาตรีปุรำมอดเป็นจุลไปได้ในที่สุด

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เด่นดังไม่แพ้กัน



นั่นก็คือเรื่องของนนทุก ยักษ์ชั้นผู้น้อยที่ถูกเทพเทวะข่มเหงบ่อย ๆจนเจ็บช้ำน้ำใจนัก พระศิวะจึงประทานพรวิเศษให้นนทุกมีนิ้วเพชร ถ้าชี้ไปยังผู้ใด ผู้นั้นก็จะด่าวดิ้นสิ้นใจตายทันที ต่อมานนทุกได้ใจ ใช้นิ้วเพชรเที่ยวได้ชี้ใครๆจนตายสิ้น เป็นที่เดือดร้อนกันทั่วสวรรค์ พระนารายณ์จึงรับอาสามาจัดการ ทรงอวตารเป็นนางเทพอัปสรผู้งดงามล้ำเลิศ มาหลอกล่อให้นนทุกร่ายระบำรำฟ้อนตามนางในหลากหลายท่วงท่าลีลา
นนทุกเสน่ห์นางอัปสรแสนสวยที่มายั่วยวนชวนให้รัก ก็เผลอใจรำตามไปจนถึงท่าที่ต้องชี้นิ้วเพชรเข้าหาเท้าของตนเอง นนทุกจึงขาหักล้มทรุดลง นางเทพอัปสรก็กลายเป็นพระนารายณ์ขึ้นเหยียบอกสั่งสอน แต่นนทุกยังแย้งว่าพระนารายณ์มี 4 กร ก็ย่อมเอาชนะตนได้ พระนารายณ์ก็ทรงเป็นลูกผู้ชายแท้ ๆคนหนึ่ง จึงยอมต่อนนทุกโดยให้นนทุกไปเกิดใหม่เป็นยักษ์ที่มีถึง 20 หน้า 20 มือ แล้วก็ท้าไว้ว่าพระองค์จะตามไปสังหาร

ด้วยเหตุฉะนี้นนทุกจึงไปเกิดเป็นทศกัณฐ์ผู้โด่งดังเป็นคู่ปรับของพระนารายณ์ในกาลต่อมา เรื่องวุ่น เช่นนี้ก็มีที่มาจากพรของพระศิวะนั่นเอง

แต่พรวิเศษที่ทรงประทานให้แก่คนดี ๆก็มีมากมาย ใครที่มีความอดทน เป็นคนดี และศรัทธาในการบูชาพระองค์อย่างมุ่งมั่น จะได้รับการประทานพรวิเศษจากพระองค์เสมอไป



วิถีโยคี

เป็นที่ทราบกันดีว่าพระศิวะทรงเป็นมหาเทพที่มีผู้นิยมสักการะบูชามากที่สุดองค์หนึ่ง
นอกจากจะสามารถบูชาพระองค์ได้ในค่ำคืนอันศักดิ์สิทธิ์ 4 ลักษณะ (คือ นิตยศิวาราตรี -มาสศิวาราตรี-มาฆาศิวาราตรี และมหาศิวาราตรี) แล้วนั้น ชาวฮินดูที่นับถือพระศิวะก็ยังนิยมบูชาพระองค์ในทุก ๆเดือน โดยยึดเอาวันจันทร์เป็นหลัก

เหตุที่ต้องยึดวันจันทร์ก็เพราะว่า พระจันทร์นั้นเป็นสัญลักษณ์ประดับพระเมาลีของพระศิวะ
บางกลุ่มคือเอาคืนวันจันทร์ข้างแรมเป็นสำคัยและบางกลุ่มก็ถือเอาคืนพระจันทร์วันเพ็ญของแต่ละเดือนเป็นวันสักการะบูชามหาเทพ

ในเทศกาลบูชาพระศิวะจะมีการก่อกองไฟ ตกแต่งศิวลึงค์ด้วยมาลัย ดอกไม้ และประพรมศิวลึงค์ด้วยน้ำนมสดบ้าง น้ำศักดิ์สิทธิ์จากแม่น้ำคงคาบ้าง เครื่องสักการะบูชาก็มีมากมายทั้ง เนย นม ผลมะตูม ใบมะตูม และเครื่องหอมต่าง ๆ

หลังจากสวดมนต์และทำพิธีการจนเสร็จสิ้นแล้วบรรดาชาวบ้านก็นิยมนำเครื่องสักการะบูชากลับไปที่บ้านเพื่อให้เกิดสิริมงคลโดยสมบูรณ์

ผู้ที่บูชาพระศิวะนั้นเชื่อกันว่า หากหมั่นบูชาพระองค์อย่างสม่ำเสมอ และตั้งตนอยู่ในความดี เมื่อขอพรใด พระองค์ก็จะประทานให้พรนั้นสัมฤทธิ์ผล

จึงนอกจากจะมีพวกชาวบ้านทั่วไปนิยมสักการะบูชาพระองค์ตามธรรมเนียมพิธีโดยปกติแล้ว ก็ยังมีอีกบางกลุ่มที่มุ่งมั่นบูชาพระองค์ในลักษณะของการประพฤติตนเป็นโยคี บำเพ็ญภาวนาในท่วงท่าลีลาต่าง ๆเพื่อถวายเป็นสักการะแด่พระศิวะ
พวกโยคีนั้นมีมากมายหลายประเภท หลักการหนึ่งที่ไม่แตกต่างกันก็คือการมุ่งแสวงหาทางละกิเลศ ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์

บางพวกเชื่อว่าการทรมานตนในท่วงท่าต่างๆนั้นคือการทำให้ร่างกายและเนื้อหนังมังสาไร้ความรู้สึกใดๆ จิตใจจะได้มีพลังแรงกล้า และสามารถสัมผัสกับองค์พระศิวะได้ โยคีส่วนใหญ่ปฏิบัติในลักษณะการทรมานตนอย่างสุดพิเศษ ซึ่งอาจจะผิดไปจากวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรอันถูกต้อง แต่แก่นแท้ที่น่าสนใจคือการมุ่งในการฝึกเพื่อควบคุมร่างกายและจิตใจ

ดั่งจะเห็นว่าในการฝึกโยคะในแบบสากลนั้นให้ประโยชน์แก่คนเราอย่างมากเพราะเป็นเรื่องของการฝึกหายใจควบคุมลมปราณ ดัดร่างกายในท่าทางต่างๆซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และอยู่ในหลักการของ "การทำสมาธิ"นั่นเอง

โยคีกลุ่มที่บูชาพระศิวะนั้นสังเกตได้ว่าจะนิยมก่อกองไฟไปด้วยในขณะบำเพ็ญตบะ และมักจะมีเครื่องหมายที่หน้าผาก ซึ่งเขียนแต้มด้วยสีหรือขี้เถ้าบ้างเพื่อแทนสัญลักษณ์ดวงตาหรือพระเนตรดวงที่ 3 ของพระศิวะ การบำเพ็ญภาวนาด้วยพลังจิตอันแรงกล้า ทำให้พวกโยคีคล้ายดั่งมีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติและเชื่อกันว่าพวกเขาจะมีวิญญาณเป็นอมตะ แม้เมื่อจิตละสังขารและวิญญาณก็จะได้รับใช้ใกล้ชิดองค์พระศิวะในที่สุด



ศิวลึงค์

วัตถุโบราณที่ถูกสร้างสรรค์ให้เป็นรูปอวัยวะเพศชายนั้น เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะที่ผู้คนนิยมสักการะบูชากันตั้งแต่อดีตโบราณตราบจนปัจจุบันนี้ด้วยความเคารพศรัทธากันอย่างกว้างขวาง

"ศิวลึงค์"เป็นเสมือนรูปเคารพแทนพระองค์ ที่มีปรากฏอยู่ในเทวสถานทุกแห่ง และก็มีธรรมเนียมประเพณีที่จะจัดพิธีกรรม เพื่อบูชาศิวลึงค์นี้โดยเฉพาะอีกด้วย

จึงกล่าวได้ว่าสัญลักษณ์ของพระศิวะมหาเทพนี้ค่อนข้างจะแตกต่างกับมหาเทพองค์อื่นๆตรงที่มีสัยลักษณ์แทนพระองค์เป็นรูปอวัยวะเพศชาย ที่ดูค่อนข้างจะพิสดารมิใช่น้อยและชวนให้ฉงนสงสัยในความเป็นมาแห่งสัญลักษณ์นี้

กำเนิดของศิวลึงค์นั้นปรากฏเป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างจะแปลกแยกแตกต่างกันออกไป ตามแต่ละคัมภีร์ แต่ละในศาสนาต่าง ๆทางคติพราหมณ์ซึ่งบางตำราก็กล่าวว่าองค์พระศิวะนั้นทรงตั้งพระทัยที่จะประทานรูปศิวลึงค์หรือรูปเคารพที่เป็นรูปอวัยวะเพศชายที่ให้กับสาวกทั้งหลาย ทั้งปวงของพระองค์ได้สักการะบูชาแทนพระองค์

ซึ่งการที่ประทานรูปเคารพเช่นนี้ ก็เนื่องมาจากในงานบูชาตรีมูรติ หรือมหาเทพทั้ง 3 ซึ่งประกอบไปด้วยพระพรหม พระวิษณุและพระศิวะ ที่จะต้องแสดงพระวรกายให้สาวกได้เห็นเป็นบุญตา

ซึ่งพระพรหมก็จะปรากฏพระวรกายออกมาในรูปลักษณ์ที่มี 4 พักตร์ 4 กร ส่วนพระวิษณุก็จะปรากฏพระวรกายมาในรูปลักษณ์ที่เป็นมหาเทพมี 1 พระพักตร์ 2 พระกร แต่สำหรับพระศิวะนั้นทรงปรากฏพระวรกายในรูปกายที่แปลกแหวกแนวสักหน่อย คือไม่ปรากฏออกมาเป็นรูปองค์เทพโดยตรงแต่กลับแสดงพระวรกายให้ปรากฏออกมาเป็นรูปอวัยวะเพศชาย ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับเป็นสัญลักษณ์ของผู้ชายไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือมหาเทพนั่นเอง

ดังนั้นหลังจากงานพิธีกรรมบูชาเทพตรีมูรติ หรือมหาเทพทั้ง 3 พระองค์นี้แล้ว บรรดาสาวกก็ได้สร้างศาลรูปเคารพเทพตรีมูรติทั้ง 3 ตามที่ตนเห็น ซึ่งก็คงจะหมายถึงว่าได้สร้างรูปเคารพเทพตรีมูรติทั้ง 3 ตามที่ตนเห็น ซึ่งก็คงจะหมายถึงว่าได้สร้างรูปเคารพพระพรหมเป็นรูปที่มี 4 พักตร์ 4 กร และสร้างรูปเคารพพระนารายณ์เป็นรูปมหาเทพผู้งดงามมี 1 พระพักตร์ 2 พระกร และสำหรับพระศิวะนั้นสาวกก็ได้สร้างรูปเคารพให้เป็นรูปอวัยวะเพศชายตามที่พวกตนได้พบเห็นปรากฏแก่สายตา อันเป็นรูปจำลองเป็นสัญลักษณ์แทนพระศิวะนั่นเอง

ในคัมภีร์โบราณอีกเล่มหนึ่งนั้นได้บันทึกไว้ว่า ในวันหนึ่งพระศิวะกำลังร่วมภิรมย์เสพสมกับพระแม่อุมาอัครมเหสีอย่างแสนสุขสันต์ในวิมารของพระองค์บนเขาไกรลาส แต่การเสพสมภิรมย์รักนี้ มิได้กระทำกันในห้องบรรทมส่วนพระมิได้กระทำกันในห้องบรรทมส่วนพระองค์แต่อย่างใด การสมสู่ชู้ชื่นครั้นนี้ พระศิวะและพระแม่อุมาทรงกระทำกันกลางท้องพระโรงเลยทีเดียว ดังนั้นบังเอิญเมื่อพวกทวยเทพทั้งปวงที่กำลังจะมาเข้าเฝ้าพระศิวะ ได้พบเห็นเข้าก็จึงรู้สึกว่าพระศิวะนั้นกระทำการอันไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง
หากทรงกระทำกันในห้องบรรทมส่วนพระองค์ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใด แต่หน้าท้องพระโรงนั้นเป็นที่เปรียบเสมือนห้องรับแขก ที่ย่อมจะต้องมีผู้คนผ่านเข้าออกได้เสมอ และเมื่อทวยเทพผ่านพบเห็นเข้าว่าองค์พระศิวะที่เป็นถึงมหาเทพผู้เป็นใหญ่แห่งเขาไกนลาส กำลังเสพสังวาสกับอัครมเหสีอย่างประเจิดประเจ้อกลางท้องพระโรงเช่นนั้นจึงพากันรังเกียจเดียดฉันและเสื่อมศรัทธาในองค์พระศิวะเป็นอย่างมาก

บรรดาทวยเทพจึงได้พากันเย้ยหยันและหมดสิ้นความนับถือ ยำเกรงในองค์มหาเทพ ต่างก็พากันยืนดูแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเห็นเป็นเรื่องที่น่าสมเพชไป ด้วยเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น พระศิวะให้ทรงอัปยศอดสู่ในพระทัยเป็นยิ่งนัก และประกอบกับความโกรธกริ้ว พระศิวะจึงทรงได้ประกาศว่าอวัยวะเพศของพระองค์นี้แหละ จะเป็นเสมือนสัญลักษณ์และตัวแทนของพระองค์ ที่บรรดามนุษย์และเทพเทวะทั้งปวง จะต้องกราบไหว้บูชาถ้าต้องการความสุขและความสำเร็จอันงดงามในชีวิต

และอวัยวะเพศหรือศิวลึงค์นั้น ก็จะมีดวงตามหาศาลล้อมรอบศิวลึงค์ถึง 1,000 ดวงตา เพื่อจะได้สามารถมองเห็นได้เด่นชัดในทุกทิศทุกทาง โดยดวงพระทัยและดวงพระวิญญาณขององค์พระศิวะจะสถิตอยู่ด้วย เพื่อคุ้มครองและอำนวยพรให้กับผู้ที่สักการะบูชาศิวลึงค์นั้น เมื่อได้ทรงแล่นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์มาในขณะที่กำลังเกิดความกริ้วและความอัปยศเป็นที่สุดนั้น ถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์จึงได้บังเกิดสัมฤทธิ์ผลเป็นจริง

นับจากนั้นไม่ว่าจะเป็นบรรดามนุษย์ ดาบส ฤาษี หรือแม้แต่ทวยเทพบนสรวงสวรรค์ชั้นต่างๆเองก็ยังนิยมสักการะบูชา ศิวลึงค์หรือรูปเคารพที่เป็นอวัยวะเพศชาย อันเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของพระศิวะ

เรื่องราวการกำเนิดศิวลึงค์ในบางคัมภีร์นั้น ก็กล่าวแตกต่างออกไป โดยเล่าว่าพระศิวะนั้นค่อยข้างจะมีพระอารมณ์ทางราคะค่อยข้างสูง และโปรดที่จะเสพสังวาสกับพระแม่อุมาอัครมเหสีและพระชายาองค์อื่นอีก ในทุกวี่วันเลยทีเดียว จนเป็นที่รู้กันทั่วไปในเหล่าเทพเทวะทั้งปวง

ดังนั้นบรรดาศิษยานุศิษย์หรือผู้ที่ศรัทธาในองค์พระศิวะมหาเทพ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือทวยเทพ ที่เคารพเลื่อมใสองค์พระศิวะ จึงได้คิดประดิษฐ์วัตถุบูชาขึ้นมา โดยหวังให้เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ การสรรค์สร้างรูปอวัยวะเพศหรือศิวลึงค์ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งผู้ที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นคนแรกที่คิดประดิษฐ์รูปเคารพศิวลึงค์นี้เป็นนักบวชฮินดู ที่ได้พบความสุข ความสำเร็จและความรุ่งเรื่องในชีวิตมาก หลังจากที่ได้สร้างรูปศิวลึงค์แล้วทำพิธีกราบไหว้บูชาเป็นประจำ

ดังนั้นบรรดาศิษยานุศิษย์หรือชาวบ้านทั่วไป จึงได้เริ่มทำรูปเคารพเป็นรูปศิวลึงค์กันบ้างและก็ทำการสักการะบูชากันเป็นที่กว้างขวางแพร่หลายต่อหลายต่อไป จนเกิดเป็นลัทธิการบูชาศิวลึงค์ขึ้นจริงจังในยุคต่อๆมา

กำเนิดศิวลึงค์

ตำนานการเกิดศิวลึงค์ในทางศาสนาสากลได้กล่าวไว้ว่า ในครั้งหนึ่งเจ้าแม่กาลีซึ่งเป็นอีกภาคหนึ่งของพระแม่อุมามหาเทวีอัครมเหสีขององค์พระศิวะมหาเทพนั้น ได้บังเกิดความกริ้วในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งทรงบังเกิดความไม่พอใจอย่างมาก จนกระทั่งได้เกิดโรคระบาดในหมู่บ้าน ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย ลมตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งบรรดาชาวบ้านชาวเมืองได้เชื่อกันว่าภัยพิบัติครั้งนั้นเกิดขึ้นจากความกริ้วของเจ้าแม่กาลีเป็นแน่ ดังนั้นพวกพราหมณ์จึงได้ปรึกษาหารือกันแล้ว มีมติให้นำดินมาปั้นเป็นรูปอวัยวะเพศของพระศิวะ เพื่อถวายให้กับเจ้าแม่กาลี ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่า พระแม่อุมาในภาคนี้นั้นค่อนข้างจะดุดันมิใช่น้อย

การปั้นเป็นรูปอวัยวะเพศให้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ตัวแทนของพระศิวะ แล้วนำไปถวายเพื่อบูชาเจ้าแม่กาลีนั้นจึงน่าจะทำให้เจ้าแม่เกิดความพอใจและระงับความกริ้วลงได้

ซึ่งปรากฏว่าเมื่อพวกพราหมณ์ได้นำเอาศิวลึงค์หรือรูปของลับนั้นไปบูชายังเทวลัย หรือศาลเจ้าที่มีรูปเคารพของเจ้าแม่กาลีประดิษฐานอยู่ และได้มีการสวดมนตร์สรรเสริญบูชา ถวายเครื่องบวงสรวงสังเวยต่างๆพร้อมกับรูปศิวลึงค์นั้น

ปรากฏว่าเมื่อเสร็จสิ้นการบวงสรวงบูชาในพิธีกรรมนั้น บรรดาชาวบ้าน ชาวเมืองก็ได้รอดพ้นจากโรคระบาด ที่ทำให้ป่วยไข้และล้มตายกันไปอย่างน่าอัศจรรย์นัก เพราะหลังจากนั้นไม่นานโรคระบาดก็ได้หายไปไม่เกิดขึ้นอีก จึงทำให้ได้มีการสร้างรูปศิวลึงค์กันอย่างแพร่หลาย และได้มีการประกอบพิธีกรรมบูชาศิวลึงค์นั้น ควบคู่ไปกับการสักการะบูชาเจ้าแม่กาลีด้วย

นี่เป็นตำนานการเกิดศิวลึงค์อีกตำนานหนึ่ง ซึ่งยังได้ระบุว่าการที่พ่อแม่นำศิวลึงค์ขนาดเล็กๆผูกไว้กับเชือกแล้วผูกรอบเอวของเด็ก ๆก็เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าแม่กาลีทำร้ายเด็กได้ เด็กที่ผูกศิวลึงค์ไว้ป้องกันตัว ก็จะแข็งแรงไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งก็เป็นความเชื่อหนึ่งที่ยังมีให้เห็นในปัจจุบันนี้และแม้แต่ในบ้านเมืองเราก็มีปรากฏให้เห็นถึงความเชื่อนี้ด้วยเช่นกัน แต่เราจะเรียกศิวลึงค์นั้นว่า "ปลัดขิก"

ในเทวลัยบางแห่งนั้น นอกจากรูปศิวลึงค์ที่สร้างเป็นรูปแท่งอวัยวะเพสชาย จากหินบาง จากดินบ้างหรือจากไม้แกะสลักบ้างแล้วนั้น ในบางแห่งจะปรากฏว่าฐานของศิวลึงค์จะมีแท่นรองรับอีกแท่นหนึ่ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศหญิง เรียกกันว่า "โยนี" นั่นเอง

การที่ได้คิดสร้างโยนีเป็นแท่นรองรับศิวลึงค์นั้น ก็เพื่อให้เป็นเสมือนสัญลักษณ์แทนองค์พระแม่อุมา ที่เป็นอัครมเหสีขององค์พระศิวะมหาเทพนั่นเอง

และในความหมายอันลึกซึ่งกว่านั้น ตามคติพราหมณ์ได้เชื่อกันว่าทั้งโยนีและศิวลึงค์ ซึ่งเป็นอวัยวะเพศหญิงและอวัยวะเพศชายนั้น ก็เปรียบเสมือนสิ่งของที่จะต้องคู่กัน และมีพลังที่จะส่งเสริมกันให้มีอำนาจและมีพลังยิ่งใหญ่โดยแท้ เสมือนกับผู้หญิงที่มักจะเป็นแรงเสริมคอยผลักดันให้ผู้ชายได้มีอำนาจมีความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง อันเป็นสิ่งที่จะต้องคู่กันและเสริมกันให้เกิดความสมบูรณ์อย่างแท้จริง ในการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ

การบูชาศิวลึงค์

ในอินเดียตอนใต้จะมีการประกอบพิธีสักการะบูชาศิวลึงค์กันอย่างจริงจัง โดยจัดทำกันในเมืองที่อยู่บนยอดเขาโดยจัดเป็นประจำทุกปีเรียกกันว่าเทศกาลบูชาศิวลึงค์โยนีหรือเทศกาล KAETIKAI หรือเทศกาล SATURNALIT เทศกาลทั้ง 2 นี้ จะทำพิธีกันค่อนข้างใหญ่โตเป็นพิเศษ มีงานเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้นสนุกสนาน

เครื่องบวงสรวงที่จะใช้ในพิธีกรรมนี้ก็ประกอบด้วยน้ำนมสดและพวงมาลัยดอกไม้สดเป็นพิเศษ นอกจากนั้นก็ยังมีเครื่องประกอบพิธีดังนี้

- ดอกไม้เหลือง
- ดอกไม้แดง
- ข้าวตอก
- ใบมะตูม
- หญ้าคา
- มูลโค
- มะพร้าวอ่อน
- เมล็ดธัญพืชต่าง ๆเช่น ข้าวโพดแห้ง เมล็ดข้าวแห้ง
- ธูปหอมและเทียนหอม

ในเทศกาลนี้จะมีการตั้งรูปศิวลึงค์อยู่ ณ เทวสถานกลางเมือง เมื่อมีการเฉลิมฉลองและถวายเครื่องบวงสรวงบูชาเรียบร้อยแล้ว จะมีการสวดมนต์สรรเสริญบูชาพระศิวะและศิวลึงค์ด้วย การจัดเทศกาลเพื่อสักการะบูชาศิวลึงค์ด้วยความเคารพ เลื่อมใสศรัทธาอย่างสูงนี้ บรรดาชาวบ้าน ชาวเมือง นิยมกระทำพิธีเพื่อขอพรให้เกิดความสุขและความสำเร็จในชีวิต โดยเฉพาะความอุดมสมบูรณ์ในการกระทำพืชไร่ ซึ่งสังคมของชาวอินเดียตอนใต้นั้นนิยมทำอาชีพเกษตรกรรมกันเป็นส่วนใหญ่มีการปลูกพืชไร่กันทั่วไป ดังนั้นการขอให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่การเพาะปลูกที่กระทำอยู่นั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

การประกอบพิธีเพื่อบูชาศิวลึงค์ นอกจากที่ในอินเดียตอนใต้นี้แล้ว ทุกหนทุกแห่งทั่วไผก็จะมีลักษณะการบูชาที่คล้ายคลึงกันในส่วนของการเทน้ำนมสดราดลงไปในศิวลึงค์

โดยความบริสุทธิ์ของน้ำนมนั้นเปรียบเสมือนการให้กำเนิดผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์นั่นเอง
แต่ก็มีบางแห่งที่นอกจากจะใช้นมสดราดรดบนศิวลึงค์แล้ว ยังนิยมใช้ฝุ่นสีแดงมาแต้มทาที่ยอดปลายของศิวลึงค์ เพื่อแทนความหมายของการกำเนิดใหม่แห่งชีวิตใหม่นั่นเอง

ในการสักการะบูชาศิวลึงค์นั้น ยังมีความเชื่ออีกว่าหากบวงสรวงสังเวยด้วยศิวลึงค์ชนิดใดก็จะได้รับพรที่องค์พระศิวะมหาเทพจะประทานให้แตกต่างกันออกไป ดังเช่น

หากนำมูลโคมาสร้างสรรค์ปั้นแต่งเป็นศิวลึงค์ แล้วทำการบวงสรวงบูชาเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงตลอดชีวิต มีอายุยืนไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บใด ๆเลย

หากนำเอาดินจากบริเวณริมแม่น้ำมาสร้างสรรค์บรรจงปั้นแต่งเป็นศิวลึงค์ แล้วทำการบวงสรวงบูชาเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงตลอดชีวิต มีอายุยืนไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บใดๆเลย

หากนำเอาดินจากบริเวณริมแม่น้ำมาสร้างสรรค์บรรจงปั้นเป็นศิวลึงค์แล้วบวงสรวงบูชาด้วยความเคารพเสมอไป ก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นเกิดความร่ำรวยมั่งคั่ง มีทรัพย์สินเป็นที่ดินมหาศาลเลยทีเดียว

หากนำเอาเมล็ดข้าวทั้งดิบและสุก มาสร้างสรรค์บรรจงประดิษฐ์เป็นศิวลึงค์แล้วทำการสักการะบูชา จะทำให้บุคคลนั้นหรือครอบครัวนั้น มีความสมบูรณ์พูลสุข มีข้าวปลาอาหารกินโดยบริบูรณ์ หรือทำกิจกรรมการค้าเกี่ยวกับอาหาร ก็จะมั่งคั่ง ร่ำรวยและรุ่งเรืองเป็นแน่แท้

หากนำเอาทองคำบริสุทธิ์มาสร้างสรรค์ ปั้นประดิษฐ์เป็นศิวลึงค์ แล้วทำการบวงสรวงบูชาเสมอไป ก็จะทำให้บุคคลนั้นมีความมั่นคง ร่ำรวยในระดับเศรษฐีตลอดชีวิต

หากนำไม้จันทร์มาสร้างเป็นศิวลึงค์แล้วบูชา ก็จะทำให้ผู้นั้นมีความสุขสันต์หรรษามิสร่างคลาย
หากนำเมล็ดรุทรรากษ์สร้างเป็นศิวลึงค์แล้วบูชาก็จะทำให้ผุ้นั้นมีความรอบรู้ศิลปวิทยาการทั้งปวง

ในคัมภีร์อินเดียโบราณนั้น กล่าวไว้ว่าศิวลึงค์นั้นมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับวัสดุที่สร้าง
ลึงค์แบ่งตามหลักของนักปราชญ์อินเดียโบราณแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ

จลลิงค คือลึงค์ที่เคลื่อนไหวได้หรือสั่นไหวได้
อจลลิงค คือลึงค์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้

ลึงค์ที่ทำจากแก้ว เรียกว่า รัตนชะ
ลึงค์ที่ทำจากหิน เรียกว่า ไศละชะ
ลึงค์ที่ทำจากดิน เรียกว่ามรินมยะ
ลึงค์ที่ทำจากไม้ เรียกว่า มารุชะ
ลึงค์ที่ทำจากโลหะ เรียกว่า โลหชะ
และลึงค์ที่ทำขึ้นเฉพาะกิจตามวาระโอกาสต่างๆเรียกว่า กษณิกลิงค

Shiva Nataraja พระศิวะ ปางนาฏราช




เทพแห่งการร่ายรำ
พระศิวะเป็นมหาเทพที่ค่อนข้างจะอยู่ในแนวของศิลปินมากกว่าเทพองค์อื่น ๆ บรรดาทวยเทพทั้งปวงต่างกล่าวขวัญกันถึงอารมณ์ศิลป์ของพระศิวะว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

เป็นต้นว่าในเรื่องของการแต่งองค์ทรงเครื่อง พระศิวะก็ไม่ค่อยจะโปรดแต่งองค์ด้วยเครื่องทรงอันหรูหราตระการตาดั่งราชันย์

ไม่โปรดที่จะประดับแก้วแหวนเงินทองพราวระยับจับตาดั่งเทพส่วนใหญ่
พระศิวะทรงโปรดที่จะแต่งตัวปอน ๆห่มหนังสัตว์มุ่นพระเกศาไว้รวก ๆมีงูเป็นดั่งสังวาลย์สาย

พระองค์ชอบที่จะไปนั่งบำเพ็ญภาวนาตามป่าช้าที่เต็มไปด้วยเงาของภูตพรายสารพัน
นอกจากสไตล์ของพระองค์ที่ค่อนไปทางศิลปินผู้สมถะและใฝ่สันโดษแล้ว พระศิวะยังทรงเป็นศิลปินแท้ ๆที่ได้รับการยอมรับว่าทรงเป็นเจ้าของตำรับการร่ายรำระบำฟ้อนแห่งอินเดียเลยก็ว่าได้

ด้วยเพราะทรงเป็นเทพแห่งศิลปการร่ายรำ ปางหนึ่งของพระศิวะที่แสดงถึงฐานะของพระองค์ชัดเจนจึงเป็นปางที่ถือได้ว่าเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายนัก

ปางนั้นก็คือปางนาฏราช (nataraja)

ในตำนานเล่าว่า พระศิวะทรงชักชวนพระนารายณ์ปลอมแปลงโฉมเป็นสามี-ภรรยากันไป ณ ป่าแห่งหนึ่งเพื่อกำราบเหล่าดาบสที่ไม่ตั้งตนบำเพ็ญตบะและบูชาเทพอย่างที่ควร ดาบสกลุ่มนั้นประพฤติตนเหลวไหล ใฝ่ไปในทางชั่วมากกว่าจะอยู่ในศีลในธรรม

เมื่อทั้ง 2 มหาเทพไปปรากฏตัวในป่านั้นในฐานะของโยคีหนุ่มกับภรรยาสาว (พระนารายณ์ทรงปลอมเป็นภรรยาพระศิวะ)

เหล่าดาบสผู้มากกิเลสตัณหาก็พากันมาเวียนวนเกี้ยวพาราสีสาวงามภรรยาของโยคีหนุ่ม โดยไม่สนใจหรอกว่านางเป็นผู้มีคู่มีเจ้าของแล้ว บรรดาเมียๆของดาบสต่างก็ไม่วางตนว่าไม่โสดแล้วต่างก็พากันมาให้ท่าทอดสะพานโยคีรูปงามกันมิเว้นวาย

เวลาผ่านไป ก็ไม่มีดาบสผู้ใดพิชิตภรรยาสาวของโยคีได้ ความพิศวาสจึงได้กลายเป็นความเคืองแค้น เหล่าดาบสจึงพากันสาปแช่งโยคีและเมียรักให้มีอันเป็นไป แต่ทว่าคำสาปนั้นหลับไม่เกิดผลใด ๆทั้งสิ้น พวกดาบสนั้นไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าโยคีนั้นคือพระศิวะและภรรยานั้นคือพระนารายณ์ อิทธิฤทธิ์เวทมนตร์ใดๆก็มิอาจกล้ำกรายผู้เป็นเทวะได้แน่นอน แต่ด้วยความไม่รู้นั้น จึงยังทำพวกดาบสกำเริบเสิบสานต่อไป

พวกดาบสส่งยักษ์ชื่อมุยะละกะมาปราบ พระศิวะก็ทรงสำแดงฤทธิ์เดช ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบอกยักษ์ไว้ แล้วก็ทรงร่ายรำไปในลีลาอันวิจิตรพิสดารยิ่งนัก บรรดาดาบสทั้งหลายจึงยอมศิโรราบ กราบขอขมาต่อพระศิวะโดยดีเมื่อได้ตระหนักว่าตนกำลังอหังการกับมหาเทพเสียแล้ว

ณ เทวาลัยในเมืองจิทัมพรัม ได้มีรูปพระศิวะในท่าร่ายรำต่าง ๆถึง 108 รูปด้วยกัน บรรดาผู้ที่สักการะบูชาพระศิวะมักจะไปบูชาพระศิวะ ณ เทวาลัยแห่งนั้นเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

ตามตำนานโบราณกล่าวว่า เมื่อพระศิวะทรงตีกลองเป็นจังหวะอันไพเราะ โลกใบนี้ได้เคลื่อนไหวไปตามจังหวะกลองนั้นด้วย และเมื่อพระศิวะทรงร่ายรำเคลื่อนไหวพระองค์และพระกรพลิ้วไป ก็เป็นเหตุให้บังเกิดสุริยจักรวาลขึ้นในบัดนั้นเอง นักระบำของอินเดียจะต้องร่ายรำในท่าบูชาพระศิวะก่อนเสมอ แล้วจึงค่อยร่ายรำในท่าอื่นๆต่อไป

สำหรับท่ารายรำทั้ง 108 ท่าของพระศิวะนั้น ล้วนเป็นท่าที่ต้องใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็น แขน ขา ข้อมือ เท้า เอว อก สะโพกหรือแม้แต่กล้ามเนื้อรอบดวงตา ลีลานาฏศิลป์แบบพระศิวะนั้นทั้งงดงามและน่าเกรงขาม

นอกจากนี้ นาฏลีลาของพระศิวะนั้นเป็นต้นแบบของท่าฟ้อนรำแบบไทย ๆเราด้วย ซึ่งได้นำท่าของพระศิวะมาประยุกต์ดัดแปลง เช่นเดียวกับท่าร่ายรำระบำฟ้อนของอีกหลาย ๆประเทศ ซึ่งได้ยอมรับว่ามีต้นแบบมาจากนาฏลีลาของพระศิวะเป็นส่วนมาก ผู้ที่เป็นศิลปินในแขนงการเต้นรำหรือฟ้อนรำมักจะนิยมบูชาขอพรจากพระศิวะให้เกิดความรุ่งเรืองในชีวิต ด้วยการบูชาพระศิวะด้วยดอกลำโพง

Pray To Shiva การบูชาพระศิวะ




การบูชาพระศิวะ
การประกอบวิธีกรรมเพื่อสักการะบูชาองค์พระศิวะมหาเทพนั้น ได้มีการกำหนดช่วงเวลาไว้ หลายช่วงเวลาด้วยกัน ขึ้นอยู่กับว่าแห่งใดจะยึดถือเอาตามคัมภีร์ใด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการประกอบพิธีการสักการะบูชาอยู่ 4 ช่วงตามลักษณะของเทศกาลทั้ง 4 ดังนี้

นิตยศิวาราตรี
ในเทศกาลนี้จะระบุไว้ว่าสามารถสักการะบูชาองค์พระศิวะมหาเทพได้ตลอดปี โดยให้กระทำในวันจันทร์ที่เป็นวันข้างขึ้นของทุก ๆเดือนตลอดปี โดยจะเลือกบูชาวันใดก็ได้แต่ขอให้เป็นวันจันทร์ข้างขึ้นด้วยเท่านั้น

มาสศิวาราตรี
ในเทศกาลนี้ได้ระบุไว้ว่าจะต้องประกอบพีบวงสรวงบูชาพระศิวะได้ทุกเดือนตลอดปี แต่จะต้องเป็นวันแรม15ค่ำของในแต่ละเดือนเท่านั้น

มาฆาศิวาราตรี
เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่ส่งเสริมให้ทำพิธีสัการะบูชาองค์พระศิวะมหาเทพ ได้เฉพาะในเดือนมาฆะหรือเดือนที่ 3 ของปี และในเดือนมาฆะนี้นั้นจะต้องประกอบพิธีกรรมในวันแรม 14 ค่ำ จะเป็นวันแรมอื่น ๆไม่ได้เด็ดขาด

มหาศิวาราตรี
เทศกาลนี้สามารถประกอพิธีบวงสรวงบูชาองค์พระศิวะได้ในวันขึ้น 15 ค่ำ ของเดือนมาฆาคือเดือน 3 เช่นเดียวกันกับเทศกาลมาฆาศิวาราตรี ต่างกันตรงที่ว่าในเทศกาลมหาศิวาราตรี นี้นั้น จะต้องประกอบพิธีกรรมในวันที่ ขึ้น 15 ค่ำเท่านั้น

แต่โดยหลักทั่วๆ ไปที่ยึดถือกันโดยแพร่หลายก็คือการไปร่วมสักการะบูชาในพิธีที่ค่อยข้างใหญ่โตที่สุด นั่นก็คือพิธีมหาศิวาราตรีที่ได้ระบุไว้ว่า สามารถสักการะบูชาพระศิวะได้ในเดือนมาฆะ แต่จะต้องเป็นวันขึ้น15ค่ำ

ซึ่งในวันขึ้น 15 ค่ำเดือนมาฆะนี้ หมายถึงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม ซึ่งจะเป็นเดือนที่3 ของปี และจะมีช่วงเวลาใกล้เคียงหรือตรงกับวันมาฆบูชาด้วยนั่นเอง

ดังนั้นในพิธีกรรมช่วงนี้จึงมีผู้ประกอบพิธีกันอย่างกว้างขวางและแพร่หลายกว่าในช่วงเวลาอื่นๆ

หากใครที่จะบวงสรวงบูชาศิวลึงค์ในช่วงเวลาเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม หรือเรียกว่าเดือนมาฆะนี้แล้วนั้นมักจะต้องประกอบในวันขึ้น 15 ค่ำ แล้วจึงจะต้องมีการประพฤติตนตามธรรมเนียมอีกด้วย คือจะต้องงดการับประทานอาหารและเครื่องดื่มนานาชนิด

นอกจากจะต้องอดข้าวอดน้ำแล้ว บรรดาผู้ที่จะบูชาบวงสรวงศิวลึงค์ในพิธีมหาศิวาราตรีนี้ ยังจะต้องสวดมนต์บูชาสรรเสริญพระศิวะตลอด 24 ชั่วโมง จึงค่อยพักมาทำการสวดมนต์สรรเสริญด้วยบทธรรมดา จากนั้นก็จึงจะได้รับอนุญาติให้รับประทานอาหารและดื่มน้ำได้บ้าง

ผู้ที่ประกอบพิธีการบวงสรวงบูชาศิวลึงค์ โดยอดอาหาร อดเครื่องดื่มและอดหลับอดนอนจนครบ 24 ชั่วโมงนี้แล้วนั้น ยังมีการนำขี้เถ้ามาลูปไล้บนร่างกายให้ทั่วๆอีกด้วย

สำหรับบางแห่งที่นิยมทำเช่นนี้นั้น จะมีการเผามูลวัวกับกำยาน เครื่องหอมต่าง ๆแล้วก็นำเอามูลวัวเผา หรือเศษเถ้าที่ได้จากการเผากำยานและเผามูลวัวนั้นมาทาร่างกายเพื่อให้ศิริมงคลจะทำให้เกิดควาสุขและความสำเร็จได้ในเร็ววันอีกด้วย

ตำนานของการประกอบพิธีกรรมบวงสรวงบูชาพระศิวะมหาเทพนี้นั้นได้เล่าไว้ว่าในสมัยโบราณได้มีนายพรานคนหนึ่ง ซึ่งกลับจากการล่าสัตว์แล้วก็ได้ปีนขึ้นไปสร้างห้างค้างแรมอยู่บนต้นใหญ่เพื่อจะพักกายอาศัยหลับนอนก่อนที่จะตื่นขึ้นในรุ่งเช้าและเดินทางกลับบ้านต่อไป

ในค่ำคืนนั้นนายพรานนอนตากน้ำค้าง สั่นหนาวและหิวโหย จึงดิ้นกระสับกระส่ายเคลื่อนไหวร่างกายตลอดทั้งคืน อันเป็นเหตุให้ใบมะตูมและหยาดน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามผิวไม้และใบมะตูมนั้นได้ร่วงพราวลงสู่ศิวลึงค์ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ใต้ต้นมะตูมนั้น

องค์พระศิวะที่ประทับอยู่ ณ เขาไกรลาส จึงได้หยั่งรู้และสำคัญไปว่ามีนายพรานผู้หนึ่งได้ทำการสักการะบูชาพระองค์ด้วยใบมะตูม และน้ำค้างบริสุทธิ์ตลอดคืนพระองค์จึงประทานพรให้นายพรานผู้นั้น กลายเป็นผู้บริสุทธิ์พ้นจากบาปที่ได้เกิดจากการล่าสัตว์มาตลอดครึ่งชีวิตแล้ว
พิธีกรรมบวงสรวงบูชาองค์พระศิวะมหาเทพ ที่ได้มีการโปรยใบมะตูม พวงมาลัยดอกไม้และมีการอดหลับอดนอน อดข้าวอดน้ำ เพื่อสังเวยองค์พระศิวะ จึงได้มีการกำเนิดขึ้นมาเพราะเหตุนี้นั้นเอง

ศิวาราตรี
สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงเล่าถึงรายละเอียดของพิธีศิวาราตรี ที่เมืองพารณสี ซึ่งพระองค์ได้เสด็จไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ดังจะขออัญเชิญมาต่อไปนี้.........

"พิธีศิวาราตรี นี้เป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์คล้าย ๆมหาปวาณาจึงโปรดให้ทำตามธรรญเนียมเดิม พิธีนี้ทำในวันเดือนสามขึ้น 15ค่ำ คือเวลาค่ำพระมหาราชครูทำพิธี เริ่มแต่กระสูทธิ์อัตมสูทธิ์ตามแบบเหมือนพิธีทั้งปวงแล้วเอาเสาปักสี่เสา เชือกผูกคอหม้อโยงเสาทั้งสี่ ภายใต้หม้อตั้งพระศิวลึงค์ เจาะหม้อให้น้ำหยดลงมาได้ทีละน้อยเอาขลังสอดไว้ในช่องหม้อที่เจาะนั้นเฉพาะตรงพระศิวะลึงค์ให้น้ำหยดลงถูกพระศิวลึงค์ทีละน้อย แล้วไหลลงมาตามรางซึ่งรองรับพระศิวลึงค์ซึ่งพระพราหมณ์ในประเทศอินเดียซึ่งข้าพเจ้าเคยไปเห็นเรียกว่าโยนีแล้วมีหม้อรองที่ปากรางนั้นเติมน้ำและเปลี่ยนหม้อไปจนตลอดรุ่ง เวลาใกล้รุ่งทำพิธีหุงข้าวหม้อหนึ่งในเทวสถาน เจือน้ำผึ้ง น้ำตาล นม เนยและเครื่องเทศต่างๆสุกแล้วแจกกันกินคนละเล็กคนละน้อยทุกคนทั่วกัน พอได้อรุณก็พากันลงอาบน้ำในคลอง สระผมด้วยน้ำที่สรงพระศิวลึงค์ ผมที่ร่วงในเวลาสระน้ำเก็บลอยไปตามน้ำ แต่การพิธีนี้ไม่มีของหลวงพระราชทาน เป็นของพราหมณ์ทำเองเมื่อพิเคราะห์ดูการที่ทำนี้เห็นว่าจะเป็นการย่อมาเสียแต่เดิมแล้ว

Shakti พระแม่อุมา ปราวตี


พระแม่อุมา ปาราวตี

บางคัมภีร์ได้เล่าไว้ว่าพระอุมากำเนิดเป็นธิดาของพระทักษะประชาบดีพระอุมาในภาคนั้นมีพระนามว่า พระสตี เป็นชายาของมุนีภพคือพระศิวะ อีกภาคหนึ่ง ในครั้งนี้นั่นเองที่พระทักษะประชาบดีพระบิดาของพระสตีหรือพระแม่อุมานั้นก็ได้จัดให้มีพิธียัญกรรม และได้เชิญสวามีของธิดาของพระองค์ซึ่งมีอยู่ หลาย ๑๐ พระธิดานั้นเชิญมาร่วมในงานพิธีนี้ทั้งสิ้น แต่พระมุนีภพหรือพระศิวะในภาคนั้นซึ่งได้เป็นลูกเขยองค์หนึ่งของพระทักษะประชาบดีมิได้รับเชิญ ให้มาร่วมงาน ด้วย พระสตีผู้เป็นธิดาองค์หนึ่งจึงรู้สึกน้อยใจในพระบิดายิ่งนักจึงได้ตัดพ้อต่อว่าไม่เป็นธรรม มีความลำเอียงจึงไม่เชิญพระศิวะ หรือมุนีภพ ผู้เป็นสวามีของ นางมาร่วมในพิธีครั้งนี้เมื่อธิดาต่อว่าแทนสามีตนเช่นนั้น พระทักษะประชาบดีจึงได้โกรธ และได้ดูถูกดูแคลนพระศิวะว่ามีข้อบกพร่องอย่างไรบ้าง พระองค์จึง ไม่ได้เชิญมาร่วมงานพิธียัญกรรมเช่นลูกเขยคนอื่น ๆ เมื่อได้ฟังพระบิดาสบประมาทพระสวามีเช่นนั้นพระสตีจึงเสียพระทัยเป็นยิ่งนัก ถึงกับทำลายพระชนม์ชีพตนเองจนสิ้นพระชนม์ ต่อมาพระสตีได้ไปกำเนิด เป็นธิดาของพระหิมวัต และนางเมนกาซึ่งก็เป็นความมุ่งหมายของเหล่าเทพที่มีความเห็นใจ และให้พระสตีไปกำเนิดประสูติเป็นพระธิดาของกษัตริย์แห่ง แคว้นอันใหญ่โตแห่งนั้นในภาคนี้ได้มากำเนิดนี้ว่า พระอุมา ฝ่ายพระศิวะหรือมุนีภพในภาคนั้นก็ได้มีความเสียพระทัยเป็นยิ่งนักที่พระสตีชายาของพระองค์สิ้นชีวิตไปด้วย เพราะต้องการปกป้อง และรักษาศักดิ์ศรีของ พระองค์ผู้เป็นสวามีของนาง ดังนั้นพระศิวะจึงได้ออกไปบำเพ็ญพรตอยู่ที่เทือกเขาหิมาลัย